Premium หุ้นค้าปลีกสมัยใหม่

Filed under บทความ

                นักลงทุนหลายท่าน คงแปลกใจเมื่อเห็นราคาหุ้นในกลุ่มพาณิชย์ โดยเฉพาะกิจการค้าปลีกสมัยใหม่ ได้ปรับราคาสูงขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และยังปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องอย่างมากตั้งแต่ต้นปี 2555 ปัจจุบันหุ้นกลุ่มดังกล่าวซื้อขายกันที่ระดับ P/E ประมาณกว่า 30 เท่า หรือบางตัวกว่า 40 เท่า ขณะที่ระดับ P/E ของตลาดหลักทรัพย์โดยรวมที่อยู่เพียงประมาณ 16 เท่า ส่งผลให้มูลค่าตลาดของกลุ่มพาณิชย์ สูงกว่าแปดแสนล้านบาทหรือกว่า 8% ของตลาดโดยรวมที่มีมูลค่าตลาดรวมราวหนึ่งล้านล้านบาท

                คำถามคือ อะไรเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้นักลงทุนยอมให้ Premium หรือส่วนเพิ่มของราคาในหุ้นกลุ่มนี้มากกว่าหุ้นกลุ่มอื่นๆ ส่วนหนึ่งก็คือ รูปแบบธุรกิจ (Business Model) ของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ที่มีลักษณะเป็นช่องทางการจัดจำหน่าย (Modern Trade) นั้น มีคุณสมบัติที่เข้าข่ายกับการเป็น Super Stock ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่น มีศักยภาพในการแข่งขันอย่างยั่งยืนในระยะยาว และเป็นรูปแบบที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในต่างประเทศ ตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตามแนวโน้มใหญ่ คุณสมบัติเด่นที่สำคัญของหุ้นกลุ่มนี้มีดังนี้

                1. เป็นธุรกิจที่บวกกำไรจากต้นทุนเป็นราคาขาย (Cost Plus Business Model) ข้อดีของรูปแบบธุรกิจนี้คือ            กิจการจะได้รับกำไรแน่นอน โดยสามารถผลักภาระให้กับผู้บริโภคหากต้นทุนของสินค้าปรับขึ้น และยังได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น กล่าวคือเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น หมายความถึงราคาขายสินค้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งก็คือการเติบโตของรายได้ของกิจการนั่นเอง

                2. เป็นกิจการที่ขายเป็นเงินสด แต่มีกำหนดเวลาในการชำระเงินให้ผู้ผลิตสินค้าซึ่งส่วนใหญ่จะมากกว่า 30 วัน ข้อดีก็คือ กิจการจะมีเงินสดหมุนเวียนเหลืออยู่ในบริษัทมากเพื่อใช้ในการขยายกิจการโดยไม่ต้องพึ่งเงินกู้ที่มีภาระดอกเบี้ย ยิ่งขยายสาขาก็ยิ่งสามารถสร้างกระแสเงินสดเพิ่มเติมขึ้นไปอีก มักไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องเพิ่มทุน บางแห่งยังสามารถจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงแม้มีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง

                3. ได้ประโยชน์จากการประหยัดจากขนาด (Economy of Scale) ทั้งในด้านการต่อรองกับผู้ขาย ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการปฏิบัติงาน หากดำเนินกิจการมาระดับหนึ่ง อัตราการเพิ่มขึ้นของกำไรจะเติบโตเร็วกว่าอัตราการเพิ่มของยอดขาย นี่ก็เป็นคุณสมบัติสำคัญอย่างหนึ่งของ Super Stock เลยทีเดียว

                4. มีสินค้าโดยใช้ยี่ห้อของตนเอง (Private Brand) เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคแม้รูปร่างและคุณภาพอาจจะแตกต่างจากสินค้าดั้งเดิมอยู่บ้าง  การจ้างผู้อื่นผลิตสินค้าทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการวิจัยพัฒนา มีรายจ่ายโฆษณาน้อย จึงทำให้มีต้นทุนต่ำลง และสามารถขายสินค้าในราคาต่อหน่วยที่ต่ำกว่า 10-15% โดยที่ยังมีอัตราส่วนในการทำกำไรดีกว่าการขายสินค้าดั้งเดิมด้วย

                5. มีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง เมื่อกิจการค้นพบรูปแบบธุรกิจที่เหมาะสมแล้ว การขยายสาขาสามารถทำได้ง่ายและมีความเสี่ยงต่ำ การขยายสาขามากขึ้นจะยิ่งเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันมากขึ้น เราจึงเห็นธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่เร่งขยายสาขาอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา และยังมีโอกาสที่จะขยายมากขึ้นอีกในอนาคต

                6. มีศักยภาพในการต่อรองและได้รับการสนับสนุนจากผู้ผลิตสินค้าในหลายด้านๆ เช่น ค่าแรกเข้าของสินค้า ค่าตำแหน่งการวางสินค้า ภาระรายจ่ายโฆษณา ภาระดอกเบี้ยผ่อนชำระ กิจกรรมลด แลก แจก แถม เป็นต้น  ดังนั้น แม้เราเห็นกิจกรรมทางการตลาดที่มีความเข้มข้น อาจจะไม่ได้หมายถึงกำไรที่ลดลงของกิจการเสมอไป

                7. มีการเติบโตที่มั่นคงและต่อเนื่อง สามารถคาดการณ์ผลประกอบการณ์ได้ โดยการเติบโตการยอดขายจากสาขาเดิม (Same Store Sales) ซึ่งเกิดจากการปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้น หรือจากการมีสินค้าใหม่ในสาขาเดิมเช่น ยา หนังสือ แว่นตา เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเติบโตจากการขยายสาขาใหม่ที่เพิ่มขึ้น ด้วยสาเหตุดังกล่าว กิจการจึงสามารถเติบโตได้ในระดับเลขสองหลักเป็นเวลายาวนาน

                8. บางกิจการมีรายได้อื่นเพิ่มเติม เช่น พื้นที่ใช้เช่าจากร้านค้า ร้านอาหาร ธนาคาร ซึ่งเป็นการเพิ่มลูกค้าเข้ามาใช้บริการเพิ่มเติม ข้อดีของรายได้ชนิดนี้ก็คือ เป็นรายได้ที่แน่นอนและมีความเสี่ยงต่ำ

                นอกจากนี้ เราจะเห็นได้ว่า กิจการค้าปลีกแบบดั้งเดิมนั้น ไม่ค่อยมีการขยายตัว หรือเรียกว่าหดตัวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งนี้เป็นเพราะการเสียเปรียบในการแข่งขันที่มากขึ้น ผู้ประกอบการมีอายุมากขึ้นและผู้สืบทอดมีแนวโน้มที่จะประกอบอาชีพในสิ่งที่ตนได้เรียนมา แนวโน้มดังกล่าวเริ่มมีนัยมากขึ้น ซึ่งการค้าปลีกสมัยใหม่คือผู้ได้ประโยชน์จากแนวโน้มใหญ่นี้ ในความคิดของผมแล้ว กิจการค้าปลีกในประเทศไทยยังมีโอกาสในการขยายสาขาและเติบโตอีกมาก

                ที่กล่าวมา เป็นคุณสมบัติเด่นของกิจการค้าปลีกสมัยใหม่ ซึ่งแม้ราคาหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้นมามาก ก็ยังซื้อขายที่ระดับ P/E ที่สูง ทั้งนี้เนื่องจากการเติบโตต่อเนื่องของกำไร (E) นั่นเอง ในฐานะนักลงทุนเน้นคุณค่า คงต้อง คิด วิเคราะห์ แยกแยะ ว่า บริษัทที่เราสนใจลงทุนมีความแข็งแกร่งและได้ประโยชน์จากคุณสมบัติต่างๆ มากน้อยเพียงใด สมเหตุสมผลหรือไม่ที่จะให้ Premium ของกิจการนั้นในระดับราคาปัจจุบัน หรือจะรอให้ราคาปรับตัวลงมาอยู่ในระดับ P/E  ของตลาดแล้วจึงตัดสินใจเข้าลงทุน ก็ไม่ว่ากันครับ !!

แสดงความเห็น

Powered by Facebook Comments

Share This Post

Google1DeliciousDiggGoogleStumbleuponRedditTechnoratiYahooBloggerMyspaceRSS

You must be logged in to post a comment Login