Peak Energies ดอยพลังงาน

Filed under บทความ

พฤติกรรมของกำลังการผลิตของน้ำมันปิโตรเลียมที่กำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นใน ช่วงแรกและจะเพิ่มขึ้นจนถึงจุดสูงสุดหลังจากที่แหล่งน้ำมันถูกดูดออกไปใช้ ประมาณครึ่งบ่อ  หลังจากนั้นกำลังการผลิตจะค่อย ๆ ลดลงไปเรื่อย ๆ  จนหมดบ่อ    ซึ่งเราเรียกกำลังการผลิตที่จุดสูงสุดนี้ว่า  Peak Oil นั้น   ในความเป็นจริง  ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะน้ำมันปิโตรเลียม   แต่รวมไปถึงพลังงานประเภทอื่นทั้งหมดที่เป็นพลังงานประเภทใช้แล้วหมดไปไม่ สามารถผลิตขึ้นใหม่ได้เช่นเดียวกับน้ำมัน

ลองมาไล่ดูว่ามีพลังงานอะไรบ้าง

แก๊สธรรมชาติ  นี่คือพลังงานที่กำลังมาแรงหลังจากที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ   ผมยังจำได้ว่าในสมัยก่อนเขาต้องจุดไฟเผาทิ้งเวลาที่ขุดเจอน้ำมันแล้วมีแก๊ส ธรรมชาติผสมมาด้วย    ในปัจจุบันดูเหมือนว่าแก๊สธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งที่มีค่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า น้ำมัน   การใช้แก๊สธรรมชาติก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ    ว่าที่จริงในเมืองไทยเรานั้น  ในการผลิตไฟฟ้าดูเหมือนว่าเราจะใช้แต่แก๊สธรรมชาติเป็นหลัก   เพราะนี่คือสิ่งที่เราค้นพบในบ้านเรา   ในระดับโลกเอง   แก๊สธรรมชาติก็มีการใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ  ปริมาณการใช้ประมาณ 60% ของน้ำมัน   อย่างไรก็ตาม   แก๊สธรรมชาติเองนั้นก็มีการคาดการณ์กันว่าน่าจะมีกำลังการผลิตใกล้  Peak หรือยอดดอยเหมือนกัน   นั่นคือ  บางคนบอกว่าภายใน 3-4 ปีนี้   อย่างมากไม่เกิน 13-14 ปี  กำลังการผลิตถึงจุดสุดยอดแน่นอน   หลังจากนั้นก็จะค่อย ๆ  ลดลง    เรื่องนี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นไปได้   เพราะอย่างแหล่งแก๊สของไทยเองก็ดูเหมือนว่าจะมีเวลาหมดภายในเวลา 10 หรือ 20 ปีเหมือนกัน

ถ่านหิน   นี่คือแหล่งพลังงานที่ใหญ่มากหรืออาจจะเรียกว่าใหญ่ที่สุด   แต่นี่ก็เช่นเดียวกัน  มี  Peak Coal  หรือดอยถ่านหินเช่นกัน   เพราะถ่านหินนั้น   ในช่วงที่พบหรือเริ่มผลิตแรก ๆ   เราสามารถที่จะขุดได้ง่าย   แทบจะเรียกว่าตักได้เลยจากพื้น   และถ่านหินที่เริ่มมีการขุดชุดแรก ๆ  มักจะเป็นถ่านหินคุณภาพดีที่ให้พลังงานสูงและมีเศษเหลือที่ไม่พึงประสงค์ น้อยพูดง่าย ๆ  เป็นถ่านหินคุณภาพดี   หลังจากนั้น  พอถึงจุดสุดยอด   ถ่านหินที่ขุดง่าย ๆ  ก็จะหมดไป   จะต้องขุดลึกลงไปเรื่อย ๆ  และถ่านหินที่ได้มีคุณภาพแย่ลงเรื่อย ๆ    และนี่คือปรากฏการณ์ที่ก่อให้เกิด  Peak Coal  ในทำนองเดียวกับ  Peak Oil   สรุปว่า   กำลังการผลิตถ่านหินนั้นก็ใกล้ถึงจุดสุดยอด   แม้ว่าจะดูว่าสำรองของถ่านหินนั้นมีมหาศาล  แต่กำลังการผลิตใกล้ถึงจุดสูงสุด   คาดการณ์กันว่าประมาณ  13  ปีข้างหน้าเช่นเดียวกับแก๊สธรรมชาติ

พลังงานนิวเคลียร์สำหรับหลายคนอาจจะบอกว่าเป็นทางออกหลังจากน้ำมันหมดโลก   เพราะนอกจากจะเป็นพลังงานที่สะอาดแล้ว   มันยังไม่ก่อให้เกิดแก๊สคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนด้วย    แต่นี่ก็เช่นกัน   มันจะเกิดจุดที่กำลังการผลิตถึงจุดสูงสุดคือเกิด Peak เหมือนกัน   เพราะแร่ยูเรเนียมที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่เหมาะสมนั้น ก็กำลังใกล้หมดและราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ   การค้นพบก็น้อยลงเรื่อย ๆ   และคาดว่าจะเกิด  Peak  ในอีกประมาณ 10 ปีข้างหน้า

พลังงานอีกอย่างหนึ่งที่เริ่มมีการใช้มากขึ้นก็คือ  ทรายน้ำมันและหินน้ำมันซึ่งมีมากในแคนาดา   การใช้ก็คือ   นำมันมาสกัดเพื่อให้ได้น้ำมันดิบออกมา    แต่การสกัดน้ำมันจากทรายและหินน้ำมันนั้นใช้พลังงานมหาศาลและมีผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมมาก   ดังนั้น   นี่ก็คงจะทำได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น

นอกจากพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป   ทางออกที่จะใช้พลังงานที่ผลิตขึ้นใหม่ได้เองก็มีปัญหาในด้านของกำลังการผลิต เช่นกัน   ลองมาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

พลังน้ำ    นี่คือพลังงานไฟฟ้าที่ได้จากเขื่อนต่าง ๆ    นับถึงวันนี้อาจจะพูดได้ว่าเขื่อนใหญ่ ๆ  ทั้งหลายในโลกนี้   ถูกสร้างหมดไปแล้วโดยเขื่อนสุดท้ายน่าจะเป็นเขื่อนไตรผาที่เมืองจีน   แต่เขื่อนนั้นรวมกันทั้งหมดสามารถให้พลังงานคิดเป็นเพียงประมาณ 2- 3% ของการใช้พลังงานของโลกเท่านั้น

พลังงานที่กำลังร้อนแรงมากหลังจากราคาน้ำมันขึ้นไปสูงก็คือพลังงานชีวภาพ  เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ  เอธทานอล  ที่เราเอามาผสมเป็นแก๊สโซฮอล   หลายคนคิดว่านี่คือทางออกโดยเฉพาะในประเทศของเราที่สามารถปลูกพืชผลได้มากพอ ที่จะทำเอธทานอลใช้แทนน้ำมันได้   แต่ถ้ามองกันในภาพใหญ่ระดับโลกแล้ว   การเอาพืชมาทำเป็นพลังงานนั้น    ในทางทฤษฎี   อย่างน้อยก็ในขณะนี้   เป็นสิ่งที่ยังไม่มีเหตุผล   เพราะการปลูกพืชนั้นเราต้องใช้พลังงานเช่น   ต้องเอารถมาไถหว่าน   ต้องใส่ปุ๋ยซึ่งมาจากน้ำมัน   ต้องรดน้ำ  ต้องเก็บเกี่ยวที่ต้องใช้เครื่องจักร   ต้องนำผลิตผลไปส่งที่โรงงาน   และในโรงงานก็ต้องใช้พลังงานในกระบวนการผลิต   เสร็จแล้วก็ต้องนำเอาเอธทานอลที่ได้ไปส่งที่ปั๊ม    คิดแล้ว   พลังงานที่ใช้ไปในการผลิตเอธทานอลหนึ่งลิตรนั้น   เผลอ ๆ จะมากกว่าพลังงานที่ได้จากเอธทานอลหนึ่งลิตรด้วยซ้ำ   เพราะฉะนั้น   ในระยะยาวแล้ว   พลังงานจากพืชจึงไม่ใช่ทางออกของการแก้ปัญหาพลังงานหมดโลก

พลังงานที่ดูเหมือนว่าจะมีมากอย่างไม่จำกัดและมีต้นทุนในการผลิตต่ำมากก็ คือ  พลังงานแสงแดด   พลังงานลม  พลังงานจากคลื่นในทะเล   และที่น่าสนใจมากก็คือ  พลังความร้อนจากใต้ดินลึกลงไปในโลก    ปัญหาของพลังงานเหล่านี้ก็คือ   การลงทุนสร้างแผงเซลแสงอาทิตย์    การสร้างกังหันลม   การสร้างอุปกรณ์ทั้งหลายที่จะมาจับพลังงานเหล่านี้มาใช้นั้น  ต้องลงทุนและ  “ใช้พลังงาน”  มหาศาล  เช่นต้องใช้เหล็กซึ่งเหล็กเองต้องใช้พลังงานมาถลุงและอื่น  ๆ   อีกมาก    เหนืออื่นใดก็คือ   นับถึงวันนี้   พลังงานในกลุ่มนี้ยังมีการใช้น้อยมากรวมกันแล้วเพียงไม่เกิน  1%  ของการใช้พลังงานทั้งโลก   ดังนั้น  การหวังพึ่งพิงพลังงานจากแหล่งเหล่านี้จึงยังหวังไม่ได้

ข้อสรุป ณ.วันนี้ก็คือ  พลังงานของโลกทุกแหล่งน่าจะ  Peak  หรือมีกำลังการผลิตสูงสุดในช่วงประมาณปี 2020 ถึง 2025 หรืออีกประมาณ 12-17  ปี ข้างหน้า  ยกเว้นว่าจะมีพลังงานอะไรใหม่ขึ้นมาในโลก  ซึ่งการ Peak  นี้ก็อาจจะนำไปสู่การขัดแย้งเพื่อแย่งแหล่งพลังงานกัน   หนทางแก้ก็คือ   การลดการบริโภคพลังงานลง   และการลดการบริโภคที่ดีที่สุดก็คือ   ราคาของพลังงานก็ควรจะต้องเพิ่มขึ้น   ทั้งหมดนี้   ยังเป็นเรื่องของการคาดเดาและไม่ได้เป็นการบอกใบ้ว่า  ราคาของพลังงานทุกชนิดจะต้องเพิ่มขึ้นหรือหุ้นพลังงานทุกตัวน่าจะดี    พูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงเอธทานอล   ผมยังจำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อน  คนบอกว่า  ถ้าราคาน้ำมันถึง 40-50 เหรียญต่อบาร์เรล  การผลิตเอธทานอลจะคุ้มค่าเพราะต้นทุนของเอธทานอลอยู่ตรงนี้   แต่พอน้ำมันขึ้นไปเป็น 100  เป็น 130 เหรียญ  การผลิตเอธทานอลก็ยังไม่เห็นได้กำไรเป็นเรื่องเป็นราว  เหตุผลก็คือ   เมื่อราคาน้ำมันเพิ่ม  วัตถุดิบและค่าใช้จ่ายต่าง  ๆ   ในการผลิตเอธทานอลก็ขึ้นตาม   อย่าลืมว่า   การผลิตเอธทานอลนั้นก็ต้องใช้น้ำมันและพลังงานไม่น้อย

แสดงความเห็น

Powered by Facebook Comments

Share This Post

Google1DeliciousDiggGoogleStumbleuponRedditTechnoratiYahooBloggerMyspaceRSS

You must be logged in to post a comment Login