Masayoshi Son แห่ง SoftBank

Filed under บทความ

วันนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก SoftBank บริษัทจดทะเบียน top 30 ในตลาดหลักทรัพย์ญี่ปุ่น ด้วยอายุเพียง 37 ปีแต่มีพอร์ตลงทุนในหลากหลายธุรกิจ และที่น่าสนใจคือ จะลงทุนเฉพาะใน disruptor หรือ “บริษัทแห่งอนาคต” ทั้งสิ้น หนึ่งในการลงทุนที่สร้างชื่อเสียงที่สุด คือ ลงทุนใน Alibaba ด้วยเงินราว 20 ล้านเหรียญ ซึ่งกลายเป็นมูลค่ามากกว่า 120 Billion USD ในปัจจุบัน นี่คือเจ้าของ Alibaba ตัวจริงด้วยสัดส่วนถือหุ้นราว 30% และ SoftBank ยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท Yahoo Japan, Arm, DiDi, Uber, Grab, Boston Dynamics, Sprint และที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ คือ ผู้ก่อตั้งบริษัท มาซาโยชิ ซัน บุรุษที่มั่งคั่งที่สุดในญี่ปุ่น

อัตชีวประวัติในวัยเยาว์ที่น่าสนใจอย่างยิ่งของเขา ครอบครัวมีรากฐานเป็นคนอพยพจากเกาหลี ในวัยเด็กถูกปลูกฝังจากพ่อให้ “ไม่ต้องเรียนหนัก” เพราะมีอะไรให้เรียนรู้บนโลกใบนี้มากมายให้เรียนเพราะว่ามีเป้าหมายบางอย่างไม่ใช่เรียนหนักเพื่อเรียน และหนึ่งในการเรียนรู้ที่เปลี่ยนชีวิตเขาเกิดขึ้นในช่วงปิดภาคฤดูร้อนในช่วงมัธยมปลาย เขาได้ไปเรียนภาษาที่เมืองซานฟรานซิสโก ความตื่นเต้นที่ได้เห็นโลกกว้างและความก้าวหน้าของอเมริกา ทำให้ภายหลังที่เขากลับญี่ปุ่นเขาตัดสินใจบอกครอบครัวว่า จะขอลาออกจากโรงเรียน พ่อเขาพยายามเกลี่ยกล่อมให้เรียนให้จบที่ญี่ปุ่นก่อน แต่มาซาโยชิตอบกลับไปว่า ด้วยเส้นทางปัจจุบันนี้เขาไม่มีทางสำเร็จในญี่ปุ่น เพราะต้นกำเนิดตัวเองที่เป็นคนเกาหลี แต่ถ้าเขาประสบความสำเร็จในอเมริกา คนญี่ปุ่นจะยอมรับเขา ความเชื่อหนึ่งของมาซาโยชิคือ ชีวิตสั้นเกินกว่าจะมาเสียใจในสิ่งที่ไม่ได้ทำ เขาจากครอบครัวไปอเมริกาทันที ท่ามกลางน้ำตาของพ่อและแม่ของเขา แต่มาซาโยชิเชื่อมั่นอยู่ในใจว่า สักวันหนึ่งเขาจะกลับมาอย่างแน่นอนหลังพิชิตโลกใบนี้แล้ว

โชคชะตาลิขิตให้มาซาโยชิอยู่ในซิลิคอนวัลเลย์ในช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดช่วงหนึ่ง คือ การให้กำเนิด microchip เขาได้หยิบแผ่นพับในซูเปอร์มาร์เก็ตและได้พบกับเรื่องราวของ CPU Intel 8080 ซึ่งได้จุดประกายให้เขาเห็นอนาคตที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติภายใต้พัฒนาการและการทำงานของ CPU แม้ว่าเขาไม่มีพื้นฐานการศึกษาระบบอเมริกาเลย แต่เป้าหมายที่เด่นชัดช่วยขับเคลื่อนความพยายามที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้เร็วที่สุด เด็กที่ไม่ได้เรียนจบมัธยมในญี่ปุ่นกลับสามารถสอบเทียบเข้ามหาวิทยาลัยโดยใช้เวลาไม่ถึง 1 เดือน และได้เข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัย UC Berkeley สาขา Computer Science ตามที่ใฝ่ฝัน วิชาโปรดที่เขาได้ A มาตลอด คือ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ คอมพิวเตอร์ และเศรษฐศาสตร์ และวิชาเหล่านี้คือรากฐานความสำเร็จของเขาในอนาคต

นอกจากสนใจอย่างมากในเทคโนโลยีแล้ว มาซาโยชิยังเป็นนักธุรกิจตัวยง ตั้งแต่สมัยเรียนเขาเริ่มทำธุรกิจส่งอาหารให้กับนักศึกษาบนหอพักและไปได้ดีทีเดียว แต่หลังจากนั้นไม่นานเขาก็โดนเพื่อนสนิทที่ร่วมทำธุรกิจโกงเงิน และทำให้เป็นบทเรียนสำคัญของเขาว่า ธุรกิจทำคนเดียวไม่ได้ แต่คุณต้องเลือกผู้ร่วมหุ้นอย่างระมัดระวังที่สุด

การสร้างธุรกิจอยู่ในหัวของมาซาโยชิตลอดเวลา เขาคิดเสมอว่าการสร้างธุรกิจทันทีที่เรียนจบเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เขาจะต้องเตรียมตัวทำมันตั้งแต่ที่ยังเรียน จึงตั้งเป้าหมายที่จะใช้เวลา “5 นาที” ต่อวันในการทำงานอะไรก็ได้ สาเหตุคือเขามีอะไรที่อยากจะทำมากมายใน Berke-ley ทั้งห้องคอมพิวเตอร์รุ่นล่าสุด ห้องสมุดที่มีหนังสือดี ๆ จำนวนมาก เขาจึงให้เวลากับการทำงานได้จำกัด และเป้าหมายเขาไม่ได้เล็กเลย เขาตั้งเป้าที่จะมีรายได้ 10,000 USD ต่อเดือน (ประมาณ 1 ล้านบาทต่อเดือนในมูลค่าเงินปัจจุบัน) ความคิดเขาวนอยู่เป็นระยะเวลาหลายเดือน ในขณะที่ไปสำรวจโอกาสทางธุรกิจจำนวนมาก ตั้งแต่การล้างจาน ทำงานร้านอาหาร ไปถึงธุรกิจกึ่งสีเทา จนสุดท้ายเขาก็คิดขึ้นมาได้ในที่สุด เขาตะโกนเสียงดังขึ้นมา “ใช่แล้ว มันต้องเป็นสิ่งนี้แหละ”

สิ่งที่มาซาโยชิคิดจะทำ คือ เขาจะ “สร้างนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์” และขายสิทธิบัตรให้กับบริษัทขนาดใหญ่ เขาชอบประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ตั้งแต่เด็ก แต่เขารู้ดีว่าการประดิษฐ์ที่สามารถจดสิทธิบัตรได้ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่าย ๆ นิสัยที่เด่นชัดของเขา คือ “คิดแล้วทำทันที” และยัง “ทำอย่างไม่ยอมแพ้” ใน Berkeley มีห้องสมุดที่มีหนังสือดี ๆ จำนวนมาก เขาเริ่มต้น “ค้นหา” หนังสือที่เป็นสิทธิบัตรต่าง ๆ และเริ่มอ่านมันอย่างหนัก

เขาตั้งเป้าหมายอีกว่า ทุก ๆ วันจะต้องมี “ไอเดียใหม่” หนึ่งไอเดีย ซึ่งเขาได้แรงบันดาลใจจากโทมัส เอดิสันและจดลงสมุดที่ชื่อว่า “ไอเดียการประดิษฐ์” เขาเขียนลงไปทุก ๆ วันจนได้ 250 ไอเดีย และหนึ่งในนั้นเองคือไอเดียที่ทำให้เขาเปลี่ยนชีวิตได้ ซึ่งเป็นก้าวแรกที่นำไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา

แสดงความเห็น

Powered by Facebook Comments

Share This Post

Google1DeliciousDiggGoogleStumbleuponRedditTechnoratiYahooBloggerMyspaceRSS

You must be logged in to post a comment Login