<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ThaiVI.org &#187; บทความ</title>
	<atom:link href="http://www.thaivi.org/feed/?cat=3%2C4" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.thaivi.org</link>
	<description>สังคมนักลงทุนเน้นคุณค่าอันดับหนึ่งของไทย</description>
	<lastBuildDate>Fri, 17 May 2013 18:17:30 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.4.2</generator>
		<item>
		<title>สัญญาณแห่งความรุ่งเรือง</title>
		<link>http://www.thaivi.org/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad-2/</link>
		<comments>http://www.thaivi.org/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad-2/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 16 May 2013 05:43:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ธันวา เลาหศิริวงศ์</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.org/?p=2559</guid>
		<description><![CDATA[   ในช่วงเวลา 30 วันที่ผ่านมา ผมใช้เวลาครึ่งหนึ่งที่ประเทศญี่ปุ่นและอีกครึ่งหนึ่งในประเทศไทย เนื่องจากเคยไปประเทศญี่ปุ่นหลายต่อหลายครั้ง การเดินทางท่องเที่ยวด้วยตนเองครั้งนี้ จึงเลือกใช้เวลาส่วนใหญ่เที่ยวชมเมืองขนาดเล็ก และเมืองรอง ก่อนที่จะมาแวะเที่ยวเมืองใหญ่อย่างเมืองโอซาก้าก่อนเดินทางกลับ    นอกจากได้รับความสนุกสนานในการเที่ยวชมสถานที่สวยงามและรับประทานอาหารอร่อยที่ญี่ปุ่นแล้ว ครั้งนี้มีความรู้สึกที่แตกต่างจากครั้งก่อนๆ โดยเฉพาะเรื่อง “อำนาจซื้อที่เพิ่มขึ้น” ทั้งนี้เพราะเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าและเงินบาทไทยแข็งค่าขึ้นนั่นเอง ประเทศญี่ปุ่นซึ่งเคยมีค่าครองชีพแพงกว่าไทยมากและต้องคิดอย่างรอบคอบยามต้องใช้จ่ายหรือซื้อสินค้า แต่ความรู้สึกดังกล่าวเปลี่ยนไปมาก เพราะสินค้าและอาหารที่คุณภาพใกล้เคียงกันนั้นได้ลดช่องว่างความห่างด้านราคาลง ทั้งนี้นอกจากเรื่องค่าเงินแล้ว อาจเป็นเพราะค่าครองชีพและเงินเฟ้อของไทยปรับตัวสูงขึ้นมากตลอดหลายปีที่ผ่านมา การช้อปปิ้งที่ญี่ปุ่นที่เคยเป็นเรื่อง “ผิดที่ผิดเวลา” จึงกลายเป็นเรื่องที่ “เป็นไปได้” สำหรับนักช้อปไทยในปัจจุบัน    ชีวิตความเป็นอยู่ของคนญี่ปุ่นและสภาพบ้านเมืองในหลายเมืองเล็กนั้นค่อนข้างเรียบง่าย สงบ ไม่ค่อยมีชีวิตชีวา แม้ยังพบเห็นสิ่งบ่งบอกว่าเคยเป็นย่านพลุกพล่านในอดีต คนท้องถิ่นที่ประกอบอาชีพส่วนใหญ่เป็นวัยกลางคนขึ้นไป สนับสนุนข้อเท็จจริงของการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Population) ส่วนย่านชุมชนเมืองรอง ย่านธุรกิจและเศรษฐกิจในเมืองใหญ่ยังหนาแน่นเต็มไปด้วยคนวัยทำงาน หนุ่มสาว วัยรุ่น และนักเรียนตามแนวโน้มใหญ่ของสังคมคนเมือง (Urbanization) เช่นกัน ประเทศไทยนั้นมีส่วนคล้ายกับญี่ปุ่นอยู่ในหลายมิติ ความเป็นอยู่ของคนญี่ปุ่นในวันนี้อาจเกิดขึ้นกับเราในอนาคตอีก 10-30 ปีก็เป็นได้    ส่วนการใช้เวลาอีกครึ่งเดือนในทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด มีความรู้สึกที่แตกต่างออกไปและสัมผัสได้ถึงบ้านเมืองและผู้คนที่มีชีวิตชีวามากกว่า ผมขอเรียกสิ่งที่สังเกตเห็นว่า “สัญญาณแห่งความรุ่งเรือง” อาทิเช่น สนามบินทั้งภายในและต่างประเทศที่แน่นขนัด เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวไทยแม้เป็นช่วงก่อนและหลังวันหยุดสงกรานต์พอสมควร เรายังสังเกตอย่างง่ายได้จาก ความยากในการจองตั๋วเครื่องบิน [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://www.thaivi.org/%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ค่าเงินบาท (1)</title>
		<link>http://www.thaivi.org/%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97-1/</link>
		<comments>http://www.thaivi.org/%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97-1/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 13 May 2013 04:16:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.org/?p=2550</guid>
		<description><![CDATA[ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาเงินบาทอ่อนค่าลงจาก 28.5 บาทต่อ 1 ดอลลาร์มาเป็น 29.6 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการไม่ลงรอยกันระหว่างกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นข่าวใหญ่ที่ทราบกันโดยทั่วไป จึงน่าจะสรุปได้ว่าการสร้างความสับสนและความไม่แน่นอนก็ถือว่าเป็นแนวทางหนึ่งที่มีประสิทธิผลในการชะลอการแข็งค่าของเงินบาท แต่ผมเชื่อว่าแนวทางนี้ไม่น่าจะเป็นพื้นฐานในการดำเนินนโยบายค่าเงินของทางการไทยหากมองกลับไปว่านโยบายค่าเงินบาทของไทยในอดีตคืออะไรก็อาจสรุปจากข้อมูลในอดีตได้ว่า 1. ใช้มาตรการแทรกแซงเพื่อลดการแข็งค่าของเงินบาทมาอย่างต่อเนื่องเกือบ 10 ปี แต่เป็นการแทรกแซงแบบที่เรียกว่า Sterilized intervention ซึ่งผมจะได้อธิบายต่อไปในครั้งหน้า 2. ใช้มาตรการควบคุมการไหลเข้าของเงินทุน เริ่มต้นเดือนธันวาคม 2006 เรียกว่า URR ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดหุ้นทำให้ต้องยกเลิกหลังจากนำมาใช้ได้เพียง 1 วันและส่วนที่นำมาใช้กับตลาดพันธบัตรก็มีการยกเลิกหลังจากประมาณ 14 เดือน แต่ URR ไม่ได้ชะลอการแข็งค่าของเงินบาท เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ทำให้เข้าใจได้ว่าทำไมรัฐบาลจึงไม่แสดงความกระตือรือร้นมากนักเมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงินเสนอมาตรการควบคุมการไหลเข้าของเงินทุน 4 มาตรการ (ซึ่งอยู่ในเอกสารที่ตีตรา “ลับ”) โดยเชื่อกันว่า URR ก็ยังเป็นทางเลือกหนึ่งที่ถูกนำเสนอต่อรัฐบาล ต่อมาผู้ที่เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นก็ออกมาแสดงความคิดเห็นว่าให้ควบคุมเฉพาะการลงทุนของต่างชาติในตลาดพันธบัตรอย่าได้คุมตลาดหุ้นเลย ซึ่งฟังดูค่อนข้างจะ self-serving หรือเอาตัวรอดอยู่ แม้ข้อมูลการซื้อของต่างชาติจะเห็นชัดว่าต่างชาติซื้อหุ้นสุทธิไม่ถึง 10,000 ล้านบาท (รวมการซื้อกองทุนอินฟราฟันด์ บีทีเอส) ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://www.thaivi.org/%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97-1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การลงทุนในหุ้น (1)</title>
		<link>http://www.thaivi.org/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99-1/</link>
		<comments>http://www.thaivi.org/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99-1/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 13 May 2013 04:09:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.org/?p=2547</guid>
		<description><![CDATA[   สองสัปดาห์ก่อนเขียนเปรียบเทียบแนวคิดของวอร์เรน บัฟเฟตต์ กับแนวคิดของตัวเอง มีแฟนคอลัมน์ชอบมาก  ต้องเรียนว่าดิฉันไม่ค่อยเปิดเผยวิธีการลงทุนในใครทราบ ไม่ใช่หวงวิชา แต่ไม่คิดว่าตัวเองเก่งเป็นเซียนแบบอาจารย์นิเวศน์ค่ะ    ดิฉันมองว่าตัวเองเป็นนักกลยุทธ์หรือ Strategist มากกว่า คือ มองแนวโน้ม และมองหาจังหวะเข้าลงทุน โดยต้องมองแนวโน้มระยะยาว ระยะปานกลาง และระยะสั้น เพื่อนำมาวิเคราะห์ว่าหุ้นกลุ่มไหนน่าจะได้ประโยชน์จากแนวโน้มนั้นๆ แล้วจึงมาคัดเลือกหุ้นของแต่ละบริษัทอีกครั้งหนึ่ง    แนวโน้มระยะยาวที่ดิฉันเคยเขียนไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ยังคงอยู่ เช่น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แม้จะลุ่มๆดอนๆ แต่ก็ฟื้นตัว บทบาทที่มากขึ้นของประเทศในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะในเอเชีย ดังนั้นตราสารทุน หรือหุ้นทุน จะเป็นประเภทหลักทรัพย์ที่น่าสนใจลงทุน โดยเฉพาะหุ้นที่มีการทำธุรกิจในเอเชีย เพราะกำไรของบริษัทต่างๆก็จะดีขึ้น และในระยะถัดไปเมื่อเศรษฐกิจร้อนแรง กลุ่มโภคภัณฑ์จึงจะปรับตัวขึ้นตามมา    ซึ่งในปี 2556 นี้เศรษฐกิจโลกยังไม่ร้อนแรงค่ะ หลายคนรู้สึกเดือดร้อนที่เศรษฐกิจจีนไม่โตตามคาด ทำให้กลัวว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นช้ากว่าที่คาด ดังนั้นราคาน้ำมันในปีนี้จะยังไม่สูงขึ้นมากนัก จะทรงๆอยู่แถวๆนี้    แนวโน้มระยะปานกลางคือการรวมเป็นประชาคมเศรษฐกิจเออีซี นโยบายระยะกลางของภาครัฐ และการพัฒนาเป็นเมืองของท้องถิ่นในภูมิภาคต่างๆ  ซึ่งทำให้ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง รับเหมาก่อสร้าง โลจิสติกส์  ธุรกิจเกี่ยวกับการอุปโภคบริโภค ค้าปลีก และการท่องเที่ยว ได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://www.thaivi.org/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99-1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หาผู้ชนะ</title>
		<link>http://www.thaivi.org/%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b0/</link>
		<comments>http://www.thaivi.org/%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b0/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 11 May 2013 04:02:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ดร.นิเวศน์</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.org/?p=2544</guid>
		<description><![CDATA[   ถ้าจะถามผมว่าหลักการเลือกหุ้นที่สั้นที่สุดของผมคืออะไร  คำตอบของผมมีแค่ 3 คำ  “หาผู้ชนะ”  ความหมายก็คือ  ในการที่จะเลือกหุ้นลงทุนนั้น  สิ่งที่ผมพิจารณามากที่สุดก็คือ  ผมอยากได้บริษัทที่จะเป็นผู้ชนะในการขายผลิตภัณฑ์เหนือคู่แข่งทั้งหมด  ยิ่งชนะมากก็ยิ่งดี  พูดง่าย ๆ  คนเลือกผลิตภัณฑ์ของเรามากกว่าคู่แข่งมาก  หรือคนเลือกที่จะเข้าร้านของเรามากกว่าร้านคู่แข่งมาก  ลูกค้าใช้ผลิตภัณฑ์หรือใช้บริการของเราด้วยความเต็มใจเนื่องจากสินค้าของเราดีกว่าและมีคุณค่ามากกว่าสำหรับเงินแต่ละบาทเมื่อเทียบกับคู่แข่ง   ผมต้องการลงทุนในบริษัทที่กำลังชนะ  บริษัทที่ชนะแล้วและจะชนะต่อไปอีกนาน  พูดแบบวิชาการหน่อยก็คือ  ผมชอบบริษัทที่มีการตลาดดีเยี่ยมและเหนือกว่าคู่แข่งมาก  ผมชอบบริษัทที่คู่แข่งไม่มีทาง  “ตามติด”  บริษัทของเราด้วยเหตุผลอะไรก็ตามรวมถึงเหตุผลที่ว่า  “มันไม่คุ้มที่จะทำ”  เนื่องจากยอดขายอาจจะไม่สูงพอ  ซึ่งทำให้บริษัทเราก็จะ “ทิ้งห่าง” เขาเพิ่มขึ้นไปอีก    แน่นอนว่าผมคงไม่ได้ดูเฉพาะเรื่องของการขายหรือการตลาด  ผมยังอยากเห็นการผลิตหรือการให้บริการที่ดีเยี่ยมของบริษัทที่ผมอยากลงทุน  ถ้าเป็นการผลิตหรือเป็นสินค้า  ผมก็อยากจะดูว่ามาตรฐานของสินค้าดีแค่ไหนหรืออร่อยแค่ไหนหรือสะอาดพอไหมหีบห่อสวยงามและแข็งแรงพอหรือเปล่า  ถ้าเป็นธุรกิจบริการโดยเฉพาะที่ผมสามารถใช้บริการได้ผมก็อยากจะเห็นบริการที่รวดเร็วถูกต้องและพนักงานมีสีหน้ายิ้มแย้มและเต็มใจให้บริการ  ผมคิดว่าถ้าการตลาดดีเยี่ยมแต่การผลิตหรือให้บริการไม่ดี  ในอนาคตความนิยมของลูกค้าก็จะค่อย ๆ  ตกลงและคู่แข่งก็จะเข้ามาแทนที่บริษัทได้    เรื่องของการเงินเองนั้น  ผมก็อยากจะเห็นบริษัทมีฐานะทางการเงินที่ดี  มีหนี้กู้ยืมน้อย ๆ หรือไม่มีเลย  ถ้าบริษัทมีเงินสดมากก็ยิ่งดีขึ้นไปอีก  บริษัทที่มีฐานะทางการเงินที่ดีนั้นผมคิดว่าจะสามารถทนทานต่อภาวะวิกฤติที่อาจจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ก็สามารถฉวยโอกาสในการซื้อหรือขยายกิจการที่จะเป็นประโยชน์ต่อบริษัท    กระบวนการในการหาผู้ชนะนั้นเราจะต้องเริ่มต้นด้วยการดูว่าอะไรเป็นปัจจัยในการแข่งขันหรือการต่อสู้ของบริษัทกับคู่แข่ง ซึ่งทำให้เราต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าใครคือคู่แข่งของบริษัทจริง ๆ  เพราะบ่อยครั้งเราอาจจะคิดผิดหรือมองไม่ครบก็ได้ ตัวอย่างเช่น ร้านเครือข่ายสะดวกซื้อสมัยใหม่นั้น  คู่แข่งนอกจากจะเป็นเครือข่ายร้านสะดวกซื้อด้วยกันแล้ว   มันยังรวมถึงร้านโชว์ห่วยที่มีอยู่นับแสน [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://www.thaivi.org/%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b0/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หุ้นมีรอยยิ้ม</title>
		<link>http://www.thaivi.org/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://www.thaivi.org/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 10 May 2013 03:56:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>verapong</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.org/?p=2541</guid>
		<description><![CDATA[สิ่งที่สำคัญในการวิเคราะห์กิจการส่วนตัวอย่างหนึ่งของผมคือ การหา “รอยยิ้ม” ในหุ้นตัวนั้น ๆ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้หาได้ตามงบการเงิน หรือฟังคำพูดของผู้บริหาร แต่เป็นสิ่งที่เราต้องค้นหา สัมผัสด้วยตัวเอง เหมือนกับว่าเราจะไม่มีวันเข้าใจว่ารอยยิ้มสยาม รอยยิ้มของเด็กในดิสนีย์แลนด์ มันเป็นยังไง ถ้าเราไม่เคยเจอด้วยตัวเอง   แน่นอนว่าการวิเคราะห์หุ้นคือการวิเคราะห์กิจการ และกิจการนั้น เกิดขึ้นจาก กิจกรรมของ “คน” ในองค์กรนั้น ๆ รอยยิ้มที่ผมว่า จึงเป็นรอยยิ้มของ คนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดขององค์กรนั้น ๆ โดยเฉพาะพนักงานและผู้บริหารซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของรอยยิ้ม ซึ่งปัจจัยง่าย ๆ แค่รอยยิ้มของหุ้นหรือรอยยิ้มของพนักงาน ที่ฟังดูเป็นนามธรรมมาก ๆ ไม่น่าจะมีผลอะไรมากนักเมื่อเทียบกับผลประกอบการหรืองบการเงินที่จะเติบโตกี่เปอร์เซนต์ แต่ด้วยสิ่งที่ผมเห็นและสัมผัสมาตลอด จะพบบ่อยครั้งว่ากิจการที่แข็งแรง มีอัตรากำไรที่เติบโต มักจะมีรอยยิ้มกว้างกว่าเพื่อน ยิ่งเป็นกิจการของบริษัทที่มีประวัติการเติบโตอย่างมั่นคง ยาวนาน ยิ่งเห็นรอยยิ้มมุมปากได้ไม่ยากนัก มีผลการวิจัยมากมายในต่างประเทศเพื่อจะบอกปรากฏการณ์เหล่านี้ ว่าความพึงพอใจพนักงานจะนำมาซึ่งความซื่อสัตย์ของลูกค้าที่สูงขึ้น, ผลผลิตที่มากขึ้น, พนักงานอยู่ยาวนานขึ้น นอกจากนั้นเราจะเห็นการจัดอันดับบริษัทที่น่าทำงานที่สุดบ่อย ๆ ของประเทศสหรัฐอเมริกา และบริษัทเหล่านั้น มักจะมีผลประกอบการที่ดีเยี่ยม และถูกจัดเป็นบริษัทชั้นยอดอยู่เสมอ ๆ   วิธีการของผมคือผมจะเข้าไปสอบถาม สัมผัสการบริการของพนักงานบริษัทนั้น ๆ ตั้งแต่ผู้บริหาร [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://www.thaivi.org/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%a2%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อย่ามองแต่ “กระจกหลัง”</title>
		<link>http://www.thaivi.org/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://www.thaivi.org/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 10 May 2013 03:52:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ประภาคาร ภราดรภิบาล</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.org/?p=2539</guid>
		<description><![CDATA[   ในการขับรถเพื่อมุ่งไปข้างหน้านั้น ถ้าคนขับมัวแต่มอง “กระจกหลัง” โดยไม่มอง “กระจกหน้า” อุบัติเหตุย่อมเกิดขึ้นแน่นอน    การลงทุนในหุ้นก็เช่นกัน ถ้านักลงทุนให้ความสนใจแต่ผลงานในอดีตของบริษัท ซึ่งเปรียบเสมือนการมอง “กระจกหลัง” เพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจที่จะมอง “กระจกหน้า” ซึ่งเป็นอนาคตของกิจการ ก็อาจทำให้เกิดความเสียหายในการลงทุนได้    “วอร์เรน บัฟเฟตต์” กล่าวว่า “ในโลกของธุรกิจนั้น กระจกมองหลังมักจะชัดเจนกว่ากระจกหน้าเสมอ” นั่นจึงเป็นเหตุให้นักลงทุนหลายคนลงทุนโดยมองแต่ “กระจกหลัง” คือ ดูแต่ตัวเลขหรือผลงานในอดีตที่แต่ละบริษัททำไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรายได้, กำไร, อัตราผลตอบแทน หรือข้อมูลอื่นๆ ซึ่งสามารถค้นหาได้จากหน้าหนังสือพิมพ์, ในเว็บไซต์ หรือรายงานประจำปี และเป็นสิ่งที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนกว่าเรื่องของอนาคตที่ยังมาไม่ถึง        แน่นอนว่าข้อมูลในอดีตสามารถฉายภาพให้เราเห็นได้ว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมากิจการของบริษัทนั้นๆเป็นอย่างไร ซึ่งเราอาจนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนได้ แต่ก็ต้องตระหนักด้วยว่าผลงานในอดีตไม่สามารถการันตีอนาคตได้เสมอไป ผลประกอบการในอดีตที่ยอดเยี่ยมไม่ได้เป็นเครื่องหมายรับประกันว่าผลประกอบการในอนาคตจะออกมายอดเยี่ยมตามไปด้วย เหมือนที่ “บัฟเฟตต์” กล่าวไว้ว่า “นักลงทุนในปัจจุบันไม่ได้ทำกำไรจากการเจริญเติบโตในอดีต”      “ปีเตอร์ ลินซ์” ก็มีมุมมองเช่นเดียวกันว่า “คุณไม่สามารถเห็นอนาคตจากการมองกระจกหลังได้” ยกตัวอย่างเช่น บริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์ ถ้าช่วงที่ผ่านมาเป็นช่วง “ขาขึ้น” [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://www.thaivi.org/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b9%88-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผู้นำญี่ปุ่นมีดำริจะแก้รัฐธรรมนูญ</title>
		<link>http://www.thaivi.org/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://www.thaivi.org/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 May 2013 07:22:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.org/?p=2504</guid>
		<description><![CDATA[ผมเขียนถึงญี่ปุ่นเพราะหลังจากได้ผู้นำประเทศคนใหม่ ก็ได้มีการเปลี่ยนผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น ซึ่งต่อมาได้ปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ และปัจจุบันกำลังเร่งพิมพ์เงินใหม่เดือนละ 70,000 ล้านดอลลาร์ ใกล้เคียงกับธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาที่พิมพ์เงินใหม่เดือนละ 85,000 ล้านดอลลาร์ แม้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะมีขนาดเพียง 1/3 ของเศรษฐกิจสหรัฐ ดังนั้น จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมค่าเงินเยนจึงอ่อนตัวอย่างรวดเร็วก่อนที่ผู้ว่าการธนาคารกลางคนใหม่จะมาเข้ารับตำแหน่งเสียอีก เพราะนายกรัฐมนตรีอาเบะมีความมุ่งมั่นอย่างสูงที่จะทำให้ญี่ปุ่นหลุดพ้นจากภาวะเงินฝืดให้ได้ภายใน 2 ปี และต้องการให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นทำทุกวิถีทางเพื่อบรรลุถึงเป้าหมายดังกล่าว ผมเชื่อว่าการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินของญี่ปุ่นเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง และเนื่องจากญี่ปุ่นจะยังดำเนินนโยบายการเงินแบบแหวกแนวเช่นนี้อีกนานเป็นปี (โดยนักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าเงินเยนจะอ่อนค่าลงจากปัจจุบันที่ 97 เยนต่อหนึ่งดอลลาร์ไปสู่ระดับ 110-120 เยนต่อหนึ่งดอลลาร์) เช่นเดียวกับธนาคารกลางของสหรัฐ ยุโรปและอังกฤษ ก็น่าจะเชื่อได้ว่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นได้อีก เพราะธนาคารกลางของประเทศที่เป็นเงินสกุลหลักของโลกตั้งใจพิมพ์เงินทำให้เงินเสื่อมค่า (เพื่อช่วยให้สภาพคล่องสูงและเศรษฐกิจของเขาฟื้นตัว) ดังนั้น นักลงทุนจึงมองหาเงินตราและพันธบัตรของประเทศที่ธนาคารกลางมีวินัยทางการเงิน (กล่าวคือตั้งดอกเบี้ยเอาไว้ที่ระดับสูงและจำกัดปริมาณเงินที่พิมพ์ออกมา) ซึ่งเงินบาทและพันธบัตรของทางการไทย (รัฐบาลไทยและธนาคารแห่งประเทศไทย) นั้นมีลักษณะที่พึงประสงค์ของนักลงทุนต่างชาติทุกประการ ดังนั้น การแข็งค่าของเงินบาท (หรือการอ่อนค่าของเงินสกุลหลักของโลก) จึงเป็นเรื่องที่เราจะสามารถพูดคุยกันต่อไปได้อีกหลายครั้งในอนาคต ดังนั้น ในครั้งนี้ผมจึงขอเขียนถึงเรื่องอื่นบ้าง และเมื่อได้กล่าวถึงความสำเร็จของนโยบายเศรษฐกิจของนายอาเบะแล้ว (ประชาชนญี่ปุ่นตอบรับนโยบายเศรษฐกิจของนายอาเบะอย่างมาก ทำให้เข้าเป็นนายกรัฐมนตรีที่ได้รับความนิยม 60-75% ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดคนหนึ่งของญี่ปุ่น) ก็ขอมาเขียนถึงนโยบายการเมืองของนายอาเบะบ้าง ทั้งนี้ ผมขอรับว่าไม่ได้มีความเชี่ยวชาญทางการเมืองและขอนำข่าวและบทวิเคราะห์ของผู้รู้มาสรุป ผมคิดว่าประเด็นนโยบายการเมืองของนายกรัฐมนตรีอาเบะนั้นน่าจะส่งผลที่มีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นและภูมิภาคเอเชียได้ ซึ่งหมายความว่าจะส่งผลกระทบต่อไทยที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับญี่ปุ่นในเชิงเศรษฐกิจและการเมืองด้วย นายกรัฐมนตรีอาเบะเป็นนักการเมืองที่กล่าวได้ว่ามีแนวคิดอนุรักษนิยมอย่างมาก ซึ่งหมายความว่าเขามีความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะแก้รัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นที่ถูกเขียนขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1946 [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://www.thaivi.org/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แนะนำหนังสือคู่มือวางแผนภาษี</title>
		<link>http://www.thaivi.org/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81/</link>
		<comments>http://www.thaivi.org/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 May 2013 07:11:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.org/?p=2501</guid>
		<description><![CDATA[   การวางแผนภาษีถือเป็นการวางแผนการเงินส่วนหนึ่ง โดยนักวางแผนการเงินมีหน้าที่แนะนำให้ลูกค้าไม่ต้องเสียภาษีเกินกว่าที่ควรจะเสีย    เนื่องจากดิฉันไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องภาษี จึงต้องแสวงหาความรู้จากผู้รู้ต่างๆ  ในวันนี้ดิฉันจะขอแนะนำหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งหากผู้อ่านมีโอกาสไปเยี่ยมชมงาน Money Expo ที่เมืองทองธานีในปลายสัปดาห์นี้ น่าจะสามารถหาซื้อได้ในราคาพิเศษ    หนังสือนั้นมีชื่อว่า “10 ข้อคิด ลดภาษีคนทำงานและนักลงทุน” โดย ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ เป็นหนังสือเล่มที่สองในชุดวางแผนภาษีกับ KU  โดย KU เป็นอักษรย่อของชื่อและนามสกุลของ ศ.กิติพงศ์ค่ะ    แม้หนังสือจะชื่อ 10 ข้อคิด แต่ในความเป็นจริง มีข้อคิดถึง 15 กลุ่ม แต่ละกลุ่มอาจจะมี 10 ข้อคิด ถึง 13 ข้อคิด หรือมีข้อคิดที่ไม่ได้แตกย่อยเป็นข้อคิดเล็กๆด้วย    เริ่มจากข้อคิดในการวางแผนภาษีใหม่ ที่ให้อิสระภรรยาในการแยกเงินได้ที่นอกเหนือจาก มาตรา 40(1) ออกจากของสามี ในการคำนวณภาษีตั้งแต่ปีภาษี 2555 เป็นต้นมา ซึ่งดิฉันเคยเขียนถึงไปแล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์    ถัดไปเป็นบทเกี่ยวกับข้อคิดในการวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในลักษณะกลยุทธ์และกรณีศึกษา เช่น การเลือกใช้เกณฑ์เงินสดเพื่อเลื่อนเวลาจ่ายเงิน เนื่องจากการเสียภาษีในไทยใช้เกณฑ์เงินสด [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://www.thaivi.org/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บทเรียนจากกรุงปร้าก</title>
		<link>http://www.thaivi.org/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://www.thaivi.org/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 05 May 2013 07:37:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ดร.นิเวศน์</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.org/?p=2497</guid>
		<description><![CDATA[   ช่วงสงกรานต์ผมได้ไปท่องเที่ยวสาธารณรัฐเชคโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงปร้ากที่เป็นเมืองหลวงของประเทศ  และเช่นเคย  นอกจากความบันเทิงหย่อนใจแล้ว  ผมก็มักจะ “วิเคราะห์”  ถึงประวัติศาสตร์  ความเป็นไป  สถานะปัจจุบัน  และคิดไปถึงอนาคตว่าประเทศหรือดินแดนที่ผมกำลังเดินอยู่นั้นจะเป็นอย่างไรต่อไป      แต่มันคงไม่มีความหมายมากนักหากผมจะไม่โยงมาว่าข้อมูลที่ผมได้จากการศึกษาเมืองปร้ากนั้นมันมีความหมายอะไรกับเมืองไทย  ลองมาดูกัน    ข้อแรกที่ผมเห็นก็คือ  กรุงปร้ากนั้นดูเหมือนจะยังเป็นเมือง  “โบราณ”  เพราะอาคารบ้านเรือนและร้านค้าต่าง ๆ  นั้นส่วนใหญ่มากเป็นตึกเก่าที่อาจจะสร้างมาแล้วหลายร้อยปี  หรือบางแห่งอาจจะเป็นพันปี  ตึกเหล่านี้มีความสวยงามเต็มไปด้วยศิลปะแต่ที่สำคัญยังใช้งานอยู่ในปัจจุบัน  และก็แน่นอนว่าทุกอย่างภายในอาคารนั้นมีการปรับปรุงและใส่เครื่องมือและอุปกรณ์ของโลกสมัยใหม่ที่ทำให้มันทันสมัยและมีประสิทธิภาพในการอยู่อาศัยและทำงานในโลกสมัยใหม่  ข้อนี้ถ้าจะพูดไปก็มีความละม้ายคล้ายกับเมืองหลวงของหลายประเทศในยุโรปที่มีการอนุรักษ์อาคารและของเก่า ๆ  ไว้   ซึ่งผลพลอยได้ที่สำคัญก็คือ  ทำให้เมืองสวยและน่าท่องเที่ยว  ความแตกต่างของกรุงปร้ากเมื่อเทียบกับเมืองอื่น ๆ  ในยุโรปก็คือ  ปร้ากนั้นแทบไม่มีตึกสูงเลย  และบ้านเรือนที่อยู่อาศัยก็ไม่แออัด นี่ทำให้ปร้ากนั้นเป็นเมือง “สบาย ๆ”  ที่ดูผ่อนคลาย   เมืองอาจจะไม่มีอะไรที่  “ยิ่งใหญ่” ระดับโลก  แต่มันก็มีทุกอย่างครบ  ไล่ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ของโบฮีเมียนไปจนถึงการแสดงละครเวทีและโอเปร่าชั้นนำไปถึงพิพิธภัณฑ์ที่มีอยู่มากมายและสถานที่ช็อปปิงของที่ระลึกที่สวยงามน่าสนใจ  และนี่ทำให้การท่องเที่ยวน่าจะเป็นรายได้หลักอย่างหนึ่งของเชค    สิ่งที่ทำให้ผมทึ่งอย่างหนึ่งเมื่อเดินตามสถานที่ท่องเที่ยวของปร้ากก็คือ  ร้านนวดแบบไทยซึ่งเสนอการนวดทุกประเภทเช่น  นวดแผนโบราณ  นวดน้ำมันหรือนวดฝ่าเท้า  โดยพนักงานที่ผมดูแล้วก็น่าจะเป็นคนไทยที่เดินทางไปจากเมืองไทยเป็นส่วนใหญ่  ราคาค่านวดนั้นถ้าใช้มาตรฐานของฝรั่งแล้วก็ถือว่าไม่แพง  ราคาเริ่มต้นอาจจะ 300-400 บาทไทย ไม่ต่างจากเมืองไทยมากนัก  เพียงแต่เวลาอาจจะสั้นกว่า  [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://www.thaivi.org/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แนวคิดของวอร์เรน บัฟเฟตต์</title>
		<link>http://www.thaivi.org/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%99-%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9f%e0%b9%80%e0%b8%9f%e0%b8%95/</link>
		<comments>http://www.thaivi.org/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%99-%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9f%e0%b9%80%e0%b8%9f%e0%b8%95/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 29 Apr 2013 07:29:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaivi.org/?p=2489</guid>
		<description><![CDATA[   ดิฉันขอสารภาพว่าไม่เคยอ่านหนังสือของวอร์เรน บัฟเฟตต์ เลย แต่ได้ติดตามเรื่องราวของเขา ได้อ่านปรัชญาในการลงทุนของเขาที่มีผู้นำมาเล่าขานต่อ ซึ่งรู้สึกชอบและยังชื่นชมกับการใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย รวมถึงความใจกว้างที่ยกเงินให้เป็นประโยชน์กับสาธารณะหรือที่เรียกกันว่าการลงทุนเพื่อเพื่อนร่วมโลก (Philanthropy Investment) ที่ดิฉันเลยเขียนถึงไปแล้วเมื่อเดือนกรกฎาคม 2553    ในวันศุกร์ที่ผ่านมา ทาง Money Channel ได้กรุณาเชิญดิฉันไปฟังคุณแมรี่ บัฟเฟตต์ อดีตลูกสะใภ้ของวอร์เรน และเป็นผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับวอร์เรนและวิธีการลงทุน รวมถึงแนวปรัชญาของเขาไว้หลายเล่ม งานสัมมนาชื่อ Exploring Buffettology with Mary Buffett    งานนี้ทำให้ดิฉันได้จับหนังสือของวอร์เรน บัฟเฟตต์มาศึกษาเป็นครั้งแรก และอยากจะแสดงความคิดเห็นต่อแนวคิดและวิธีการของวอร์เรนบางส่วน    แนวทางในการลงทุนของดิฉันมีบางส่วนที่คล้ายกับวอร์เรน แต่ก็มีบางส่วนที่ไม่เหมือนกัน แต่แนวคิดในการใช้เงิน ออมเงินและลงทุนคล้ายกันมาก ขอยกตัวอย่างมาพอสังเขปดังนี้    วอร์เรน เลือกที่จะนั่งรถเก่า แล้วเอาเงินไปลงทุนมากกว่าที่จะเอาเงินมาซื้อรถใหม่นั่ง แล้วไม่มีโอกาสลงทุน โดยให้เหตุผลว่า ยิ่งเรามีเงินก้อนตอนอายุน้อย เรายิ่งสามารถทำให้มันเติบโตเพิ่มขึ้นได้มาก เขานำเงินประมาณ 100,000 เหรียญที่คนทั่วไปจะใช้ซื้อรถใหม่ไปลงทุน และยอมนั่งรถคันเก่าๆ จนบัดนี้เงินลงทุนนั้นเติบโตเป็น สามหมื่นกว่าล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่คนที่นำเงินไปซื้อรถใหม่ขับในตอนนั้น คงได้เงินจากการขายเศษเหล็กไม่มากนัก    สมัยที่ดิฉันกับสามีเริ่มออมและลงทุนใหม่ๆก็เช่นกัน [...]]]></description>
		<wfw:commentRss>http://www.thaivi.org/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%99-%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9f%e0%b9%80%e0%b8%9f%e0%b8%95/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
