Home » Archives by category » บทความ (Page 2)
ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน (2)

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน (2)

ปีนี้ควรเป็นปีที่มีการฉลองครั้งใหญ่ของจีนและสหรัฐ เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศยักษ์ใหญ่ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 40 ปีในวันที่ 1 ม.ค. 1979 ทั้งนี้เป็นผลพวงจากการดำเนินนโยบายการทูตที่ยาวนานกว่า 8 ปี หลังจากที่ประธานาธิบดีนิกสัน ส่งเฮนรี่ คิสซิงเจอร์ ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของประธานาธิบดีสหรัฐ ไปเริ่มการเจรจาปรับความสัมพันธ์กับจีนในเดือน ก.ค. 1971 ทำให้ประธานาธิบดีนิกสัน ได้เดินทางไปเยือนประเทศจีน ในเดือนก.พ.1972 และสามารถบรรลุถึงข้อตกลงร่วมกันในการริเริ่มการปรับความสัมพันธ์ระหว่างกันที่เรียกว่า “The Shanghai Communique” ซึ่งประเด็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดคือสถานะของไต้หวัน กล่าวคือสหรัฐยอมรับว่ามี “จีนเดียว” แต่ต่อมารัฐสภาสหรัฐก็ออกกฎหมายให้สหรัฐปฏิบัติกับไต้หวันเสมือนกับเป็นประเทศอิสระ รวมทั้งการที่สหรัฐขายอาวุธให้กับไต้หวันมาโดยตลอดและแสดงท่าทีเสมอมาว่าหากจีนจะพยายามใช้กำลังในการรวมประเทศไต้หวันเข้ากับจีนแล้วสหรัฐมีพันธะกรณีที่จะให้การสนับสนุนไต้หวัน

กลับไปทำงานประจำ

กลับไปทำงานประจำ

หลาย ๆ  ปีก่อนในช่วงที่ตลาดหุ้นยังปรับตัวขึ้นเป็น “กระทิง” ต่อเนื่องยาวนานนั้น  เรามักพบนักลงทุนโดยเฉพาะที่ยังหนุ่มแน่นอายุไม่มากเช่น 30-40 ปีหลาย ๆ  คนลาออกจากงานประจำและหันมาลงทุนเต็มตัว  บางคนมีเงินก้อนหนึ่งอาจจะแค่ 2-3 ล้านบาทซึ่งเขา “คิด” ว่าสามารถทำเงินแต่ละเดือนจากการเล่นหุ้นได้ 40,000-50,000 บาท ซึ่งมากพอที่จะ “เลี้ยงชีพ” ได้  ดังนั้นเขาจึงลาออกจากงานประจำเงินเดือนน้อยนิดและน่าเบื่อเพื่อเน้นเล่นหุ้นที่จะ “ได้กำไรดีขึ้น” จากการ “ทุ่มเท” กับการ “ลงทุน” อย่างจริงจัง  ในวันนี้ผมเชื่อว่าพวกเขาคงกลับมาทำงานประจำกันหมดแล้วเพราะขาดทุนหุ้นหนัก  ไม่มีเงินพอเลี้ยงชีพ

อยู่อย่างไรยามสูงวัย (2)

อยู่อย่างไรยามสูงวัย (2)

สวัสดีค่ะ สัปดาห์นี้จะขอเขียนถึงกลุ่มผู้สูงวัยที่อยู่กันเองโดยไม่ได้อยู่กับลูกหลาน ซึ่งจากรายงาน World Population Ageing 2017 ขององค์การสหประชาชาติ ในพบว่าผู้สูงวัยที่อยู่คนเดียวเพิ่มสัดส่วนจาก 9% ในปี 1990 เป็น 12% ในปี 2010 และที่อยู่กันเองลำพังตายาย เพิ่มสัดส่วนจาก 15% ในปี 1990 เป็น 25% ในปี 2010

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน (1)

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน (1)

ผมมีความเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนซึ่งในช่วงเกือบ 45 ปีที่ผ่านมา เป็นความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ร่วมกันกำลังจะพลิกผันเป็นการทำสงครามเย็นระหว่างกัน เพราะทั้งสหรัฐและจีนต่างมองฝ่ายตรงข้ามว่ากำลังคุกคามความอยู่รอดของตน (existential threat) เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องมีข้อมูลและลักฐานที่ชัดเจน ซึ่งผมจะขอนำเสนอในบทความต่อไปอีก 3 ตอน

“เมื่ออเมริกากับจีนทะเลาะกัน”

“เมื่ออเมริกากับจีนทะเลาะกัน”

ประเทศไทยโชคดีที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอย่างแน่นแฟ้นกับสองมหาอำนาจ อันดับหนึ่งคืออเมริกาและอันดับสองคือจีน คาดว่าอีกประมาณ 12 ปีเศรษฐกิจจีนจะโตแซงอเมริกา การสลับอันดับแชมป์ไม่กระทบไทยมากเพราะอย่างไรก็ตามไทยก็จะได้ประโยชน์จากสองมหาอำนาจต่อไป สินค้าและการบริการของไทยเป็นสิ่งที่เรามั่นใจว่าผู้บริโภคทั้งสองประเทศจะยังคงมีความต้องการและให้ความเชื่อถือเสมอ

การพัฒนาเศรษฐกิจ (2)

การพัฒนาเศรษฐกิจ (2)

ครั้งที่แล้วผมสรุปว่า การพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาวนั้นไม่ได้มี 4 เครื่องยนต์ดังที่มักจะพูดกันเวลาต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวลงในระยะสั้น กล่าวคือในระยะยาวนั้นการพัฒนาเศรษฐกิจและการสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนนั้นจะต้องอาศัยการลงทุนเป็นหลักเพียงปัจจัยเดียว เพราะการลงทุนคือ

ลงทุนในยุคเศรษฐกิจโตช้า

ลงทุนในยุคเศรษฐกิจโตช้า

มองย้อนหลังไปประมาณ 6 ปี ในช่วงกลางปี 2556  ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 1,600 จุด  แทบจะไม่ต่างจากดัชนีวันนี้ที่ประมาณ 1,620 จุด นี่คือช่วงเวลา 6 ปีที่น่าจะพูดได้ว่าตลาดหุ้นเป็น Sideway คือราคาหุ้นโดยรวมไม่ได้ปรับตัวขึ้นหรือลดลงเป็นเรื่องเป็นราวเป็นระยะเวลายาวนาน  สำหรับนักลงทุนที่มักจะมองภาพเล็กในหุ้นรายตัวหรืออาจจะเป็นกลุ่มและเป็นนักลงทุนระยะยาวก็จะเห็นว่าหุ้นตัวหลัก ๆ  หรือกลุ่มหลัก ๆ  บางกลุ่มเช่นหุ้นธนาคารขนาดใหญ่นั้น  ราคาหุ้นผ่านมา 6 ปีก็มักจะไม่ไปไหน  และเมื่อดูผลประกอบการย้อนหลังไป 5-6 ปี ก็มักจะพบว่ากำไรของธนาคารเหล่านั้นก็ไม่ไปไหนเหมือนกันคือ  กำไรก็เท่าเดิมหรือบางตัวลดลงด้วยซ้ำ  เช่นเดียวกับหุ้นสื่อสารซึ่งเป็นกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ที่ให้บริการหรือมีลูกค้าที่เป็นรายย่อยทั้งประเทศก็มีอาการคล้าย ๆ  กัน  ลงทุนไปแล้วมักจะได้แต่ปันผลแต่ไม่ได้กำไรจากราคาหุ้นที่มักจะไม่ค่อยไปไหนในระยะยาวแม้ว่าในระยะสั้น ๆ  อาจจะผันผวนเป็นช่วง ๆ  ที่ทำให้มีคนกำไรและขาดทุนแต่ก็ไม่มากนัก

อยู่อย่างไรยามสูงวัย

อยู่อย่างไรยามสูงวัย

ทุกคนทราบดีว่า ประชากรของโลกโดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนา กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งก่อให้เกิดประเด็นตามมาอีกหลายอย่าง เช่น ทำให้โลกโตช้าลง เพราะประชากรสูงวัยจะบริโภคน้อยกว่าประชากรวัยหนุ่มสาว และสัดส่วนคนในวัยทำงานลดลง  ทำให้ค่าใช้จ่ายการแพทย์และการดูแลสุขภาพ รวมถึงการรักษาพยาบาลของครัวเรือนสูงขึ้น ทำให้ขาดแคลนบุคลากรที่จะมาดูแลผู้สูงวัย เนื่องจากหากแยกดูแลเอง ผู้สูงวัยหนึ่งคน เมื่อถึงวัยหนึ่ง จะใช้คนดูแล 2 คนเป็นอย่างน้อย

การพัฒนาเศรษฐกิจ (1)

การพัฒนาเศรษฐกิจ (1)

ประเทศไทยกำลังจะมีรัฐบาลชุดใหม่(แต่อาจจะไม่ใหม่มาก)เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งเมื่อกระบวนการทางรัฐสภาและในทางการเมืองผ่านพ้นไปจนเสร็จสิ้น และมีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีแล้ว ก็คงจะมีการเรียกร้องให้เร่งรัดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่เชื่อว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ผมจะไม่ขอกล่าวถึงตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ ว่าปรับตัวลดลงมากน้อยเพียงใด เพราะมีการปรับลดลงอย่างกว้างขวางจนไม่มีข้อถกเถียงในเรื่องนี้แต่อย่างใด ประเด็นสำคัญคือควรจะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีใด หลายคนคงจะเข้าใจว่าเศรษฐกิจนั้นมีอยู่ 4 เครื่องยนต์คือ การบริโภค การลงทุน ภาครัฐบาลและภาคการส่งออก ซึ่งเป็นการมองภาพเศรษฐกิจตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ของเคนส์และเป็นการมองภาพเศรษฐกิจในระยะสั้นว่า มีตัวเลือกถึง 4 ตัวเลือก ในการขับเคลื่อนให้จีดีพีขยายตัว แต่ผมจะขอมองต่างมุมว่าหากจะต้องการเห็นการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะยาวที่ยั่งยืนและสร้างความมั่นคั่งทางเศรษฐกิจที่แท้จริงแล้ว จะมีตัวเลือกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพียงปัจจัยเดียวคือการลงทุน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยปัจจัยที่เหลืออีก 3 ปัจจัยนั้นจะไม่สามารถทำได้และจะไม่เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง มาดูสาขาเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเศรษฐกิจไทยก่อน คือการส่งออก ซึ่งมีอยู่ 2 ส่วนคือการส่งออกสินค้าและการส่งออกบริการ (ซึ่งส่วนใหญ่ได้แก่การท่องเที่ยว) ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 75% ของจีดีพี โดยเป็นการส่งออกสินค้าประมาณ 55% ส่งออกบริการประมาณ 20% ของจีดีพี การผลิตสินค้าและบริการนั้นถือว่าเป็นเสมือนการทำยอดขายโดยรวมของบริษัท ซึ่งจะต้องมีการ “นำเข้า” วัตถุดิบ เครื่องจักรและพลังงาน และบริการมาใช้ในการผลิตการ“ส่งออก” สินค้าและบริการดังกล่าว ดังนั้นหากดูการส่งออกสินค้าและบริการสุทธิแล้วจะเห็นว่าที่จริงแล้วเพียง 7-8% ของจีดีพี อย่างไรก็ดีการส่งออกที่ขยายตัวได้สูงนั้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการสะท้อนว่าสินค้าและบริการของไทยมีศักยภาพสูง สามารถแข่งขันและขยายยอดขายในตลาดต่างประเทศได้ แต่ก็มีประเด็นที่มองได้ว่าการผลักดันการส่งออกจะไม่เป็นประโยชน์มากนักในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่งคั่งของประเทศในระยะยาวหากส่งออกมากเกินไป เพราะ 1.เมื่อส่งออกสุทธิมากๆ เป็นเวลาหลายปี ก็จะทำให้เงินบาทแข็งค่า ซึ่งเป็นกลไกตลาดที่จะทำให้ดุลต่อไปบัญชีเดินสะพัดกลับมาสมดุล กล่าวคือการผลักดันให้ส่งออกมากๆ ซึ่งทำให้เกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างยืดเยื้อ ไม่สามารถเป็นยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาวได้ เพราะจะต้องนำเอาส่วนเกินดังกล่าวไปลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับต่างประเทศไม่เป็นประโยชน์กับประเทศไทย 2.หากขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยช่วยแทรกแซงชะลอการแข็งค่าของเงินบาท ก็จะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้ แต่การสะสม “กระดาษ” [...]

บทเรียนเมื่อฟองสบู่หุ้นแตก

บทเรียนเมื่อฟองสบู่หุ้นแตก

หลังการประกาศผลประกอบการไตรมาศ 1 ปี 2562 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  หุ้นขนาดเล็ก-กลางหลายตัวที่เป็นหรือเคยเป็นหุ้น “ยอดนิยม” ได้ตกลงมาแรงทั้ง ๆ  ที่บางตัวได้ตกลงมามากแล้วในช่วง 1-2 ปีก่อนหน้านี้  อาการที่หุ้นตกลงมาหนักมากอย่างรวดเร็วและมักจะเกิน 50% ของจุดสูงสุดนั้น  ในแวดวงของนักลงทุนเราเรียกว่า  “ฟองสบู่หุ้นแตก” ซึ่งก็มักจะสร้างความเสียหายให้กับคนที่ถือหุ้นตัวนั้นมาก  บางครั้งกลายเป็นหายนะซึ่งเปลี่ยนชีวิตการลงทุนของเขาไปอย่างไม่คาดคิด  ลองมาดูว่ามีบทเรียนอะไรบ้างที่เราควรจดจำและนำมันมาใช้ในการลงทุนต่อไปในอนาคต