สัปดาห์ที่แล้วดิฉันเขียนถึงข้อผิดพลาดในการลงทุนในหุ้นที่เกิดในการหาจังหวะเข้าซื้อ และได้ให้คำแนะนำไปสี่ข้อ ในวันนี้จะเขียนถึงข้อผิดพลาดที่เกิดในการขายหุ้นค่ะ
ในสถานการณ์ที่เราต้องเผชิญกับกระแสเงินทุนไหลเข้าจากการพิมพ์เงินของประเทศหลักพัฒนาแล้วนั้น ไอเอ็มเอฟแนะนำว่าประเทศกำลังพัฒนารวมทั้งไทยควรยอมปล่อยให้ค่าเงินแข็งขึ้น ซึ่งผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยนัก เพราะการแข็งค่าอย่างฉับพลันย่อมทำให้ภาคธุรกิจปรับตัวไม่ทัน
คนไทยจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะที่เป็นคนร่ำรวยมีเงินทองในระดับเศรษฐีหรือคนที่เป็นคนชั้นกลางระดับสูงที่มีรายได้มากและกำลังสะสมความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มักจะชอบวิจารณ์หรือบางทีถึงกับก่นด่าว่าประเทศไทยนั้นมีเรื่องที่ “แย่ ๆ” มากมายที่กำหนดหรือสร้างขึ้นโดย “รัฐ”
ในช่วงเวลา 30 วันที่ผ่านมา ผมใช้เวลาครึ่งหนึ่งที่ประเทศญี่ปุ่นและอีกครึ่งหนึ่งในประเทศไทย เนื่องจากเคยไปประเทศญี่ปุ่นหลายต่อหลายครั้ง การเดินทางท่องเที่ยวด้วยตนเองครั้งนี้ จึงเลือกใช้เวลาส่วนใหญ่เที่ยวชมเมืองขนาดเล็ก และเมืองรอง
ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาเงินบาทอ่อนค่าลงจาก 28.5 บาทต่อ 1 ดอลลาร์มาเป็น 29.6 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการไม่ลงรอยกันระหว่างกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นข่าวใหญ่ที่ทราบกันโดยทั่วไป
สองสัปดาห์ก่อนเขียนเปรียบเทียบแนวคิดของวอร์เรน บัฟเฟตต์ กับแนวคิดของตัวเอง มีแฟนคอลัมน์ชอบมาก ต้องเรียนว่าดิฉันไม่ค่อยเปิดเผยวิธีการลงทุนในใครทราบ ไม่ใช่หวงวิชา แต่ไม่คิดว่าตัวเองเก่งเป็นเซียนแบบอาจารย์นิเวศน์ค่ะ
ถ้าจะถามผมว่าหลักการเลือกหุ้นที่สั้นที่สุดของผมคืออะไร คำตอบของผมมีแค่ 3 คำ “หาผู้ชนะ” ความหมายก็คือ ในการที่จะเลือกหุ้นลงทุนนั้น สิ่งที่ผมพิจารณามากที่สุดก็คือ ผมอยากได้บริษัทที่จะเป็นผู้ชนะในการขายผลิตภัณฑ์เหนือคู่แข่งทั้งหมด ยิ่งชนะมากก็ยิ่งดี
สิ่งที่สำคัญในการวิเคราะห์กิจการส่วนตัวอย่างหนึ่งของผมคือ การหา “รอยยิ้ม” ในหุ้นตัวนั้น ๆ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้หาได้ตามงบการเงิน หรือฟังคำพูดของผู้บริหาร แต่เป็นสิ่งที่เราต้องค้นหา สัมผัสด้วยตัวเอง เหมือนกับว่าเราจะไม่มีวันเข้าใจว่ารอยยิ้มสยาม รอยยิ้มของเด็กในดิสนีย์แลนด์ มันเป็นยังไง ถ้าเราไม่เคยเจอด้วยตัวเอง
ในการขับรถเพื่อมุ่งไปข้างหน้านั้น ถ้าคนขับมัวแต่มอง “กระจกหลัง” โดยไม่มอง “กระจกหน้า” อุบัติเหตุย่อมเกิดขึ้นแน่นอน
ผมเขียนถึงญี่ปุ่นเพราะหลังจากได้ผู้นำประเทศคนใหม่ ก็ได้มีการเปลี่ยนผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น ซึ่งต่อมาได้ปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ และปัจจุบันกำลังเร่งพิมพ์เงินใหม่เดือนละ 70,000 ล้านดอลลาร์
Social Link