Home » Entries posted by คนขายของ
เงินปันผลในมุมมองของ Buffett

เงินปันผลในมุมมองของ Buffett

จากหุ้นประมาณ 500 ตัวในดัชนี S&P500 มีหุ้นอยู่ราว 400 ตัวที่จ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ หันมาดูตลาดหุ้นไทยพบว่า หุ้นที่อยู่ในดัชนี SET50 ทุกตัวล้วนจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น ในยุคที่ดอกเบี้ยต่ำมาก ทำให้นักลงทุนทั้งรายบุคคล และ สถาบัน ค้นหาสินทรัพย์ที่สามารถสร้างดอกผลให้ได้อย่างสม่ำเสมอ ตลาดหุ้นจึงเป็นจุดสนใจของผู้คนจำนวนมาก ยิ่งถ้าหากดูผลตอบแทนเฉลี่ยเงินปันผลของตลาดหุ้นไทย ณ เดือนธันวาคม 2561 ซึ่งอยู่ที่ราว 3.22% ซึ่งถ้าเทียบกับผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของไทยซึ่งอยู่ที่ราว 2.5% ก็ดูเหมือนว่าส่วนต่างยังดึงดูดใจให้ผู้คนหันมาลงทุนในตลาดหุ้นเพื่อหาผลตอบแทนจากเงินปันผลกัน หากเงินปันผลสามารถทำให้หุ้นเป็นที่สนใจของนักลงทุนได้ เพราะเหตุใดบริษัท Berkshire Hathaway (BRK) ของ Warren Buffett ถึงมีนโยบายไม่จ่ายเงินปันผลเลยตั้งแต่เริ่มเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์? Warren Buffett ไม่ชอบเงินปันผลหรืออย่างไร? 

จุดอ่อนของ ROE

จุดอ่อนของ ROE

ถ้าหากเราต้องการวัดประสทธิภาพของเงินหนึ่งบาทที่ลงทุนในกิจการต่างๆ เพื่อจะดูว่ากิจการใดให้ผลตอบแทนได้สูงสุด หรือถ้าว่ากันตามภาษาทั่วไปก็คือ คืนทุนเร็วที่สุด การดูตัวเลข ROE หรือที่ ภาษาอย่างเป็นทางการเรียกว่า “อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น” คงให้คำตอบเราได้ดีในระดับหนึ่ง อัตราส่วนนี้เป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่นักลงทุนแนวเน้นคุณค่า Warren Buffett เองก็เคยไว้ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นในปี 2007 ว่า “We believe a more appropriate measure of managerial economic performance to be return on equity capital.” ซึ่ง Buffett เน้นว่าการดู ROE นั้นสำคัญกว่าการดูว่าในปีนั้นๆทีมบริหารจัดการสามารถทำกำไรต่อหุ้นได้สูงสุดหรือไม่ แต่กระนั้น Buffett เองก็ได้เขียนหมายเหตุบางอย่างสำหรับการดู ROE ซึ่งทำให้เข้าใจว่า เราต้องดูรายละเอียดบางอย่างเพิ่มเติม ไม่ใช่เอาตัวเลขสำเร็จรูปมาใช้ได้ในทุกกรณี มีอะไรที่ควรพิจารณาบ้าง?

20 ปี หุ้น P/E ร้อยเท่า Netflix

20 ปี หุ้น P/E ร้อยเท่า Netflix

“Netflix” เกิดจากวิศวกรด้านคอมพิวเตอร์ 2 คนชื่อ Reed Hastings และ Marc Randolph ร่วมกันก่อตั้งบริษัทให้บริการเช่าแผ่น DVD ทางอินเทอร์เน็ตพร้อมส่งแผ่นถึงบ้านทางไปรษณีย์ หลังจากใช้เวลาเตรียมการเกือบ 1 ปี Netflix.com ได้เปิดตัวครั้งแรกวันที่ 14 เมษายน ปี 1998 หลังจากให้บริการแบบคิดค่าบริการตามจำนวนแผ่นหนังที่ให้ยืมแบบร้านให้เช่าทั่วไปในสมัยนั้นไม่นาน

วิกฤตขนาดไหน ?

วิกฤตขนาดไหน ?

ความเชื่อเรื่องวิกฤตในตลาดหุ้นมักเกิดขึ้นทุก 10 ปี มักเป็นหัวข้อที่ถูกกล่าวถึงในช่วงปีที่ลงท้ายด้วยเลข 7 และ 8 ทั้งนี้ คงเป็นเพราะว่าในปี 1987 เกิดเหตุการณ์ black Monday ดัชนีดาวโจนส์ลดลงมากถึง 22.61% ในวันที่ 19 ตุลาคม 1987 ต่อมาอีก 10 ปีในปี 1997 ก็เกิดวิกฤตการเงินในเอเชีย ทำให้ตลาดหุ้นไทยซบเซาต่อเนื่องกันยาวนานถึง 5 ปี ตามมาด้วยวิกฤตอสังหาฯในสหรัฐอเมริกาในปี 2008 ซึ่งส่งผลกระทบมาถึงตลาดหุ้นไทย ทำให้ดัชนีปรับตัวลงไปมากกว่า 50% มาในปี 2018 การปรับตัวลงของ SET index หลังจากทำจุดสูงสุดที่ราว 1,840 จุดแล้วร่วงลงมาถึง 14% ตามมาด้วยการถล่มทลายของราคาในหุ้นบางกลุ่มมากกว่า 50% ยิ่งทำให้ความเชื่อวิกฤตทุก 10 ปีดูมีน้ำหนักมากขึ้น

นักท่องเที่ยวไทย โตไวเหมือนกัน

นักท่องเที่ยวไทย โตไวเหมือนกัน

เมื่อพูดถึง Megatrend (แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของโลก) บางท่านอาจจะนึกถึงเรื่องเทคโนโลยี ไม่ว่าเป็นเรื่อง Internet of Things, รถยนต์ไร้คนขับ หรือไม่ก็พลังงานทางเลือก แต่แท้จริงแล้ว Megatrend นั้นยังครอบคลุมไปถึงเรื่องของแนวทางการใช้ชีวิตของผู้คนด้วย อย่างเช่น Urbanization หรือ การขยายตัวของพื้นที่เมือง ซึ่งคนส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะใช้ชีวิตในรูปแบบครอบครัวเดี่ยว ทำงานเป็นพนักงานประจำ มากกว่าทำการเกษตร และ ทานข้าวนอกบ้านมากกว่าที่จะทำอาหารทานเอง ซึ่งนอกจาก Urbanization แล้ว Megatrend เรื่องการท่องเที่ยวก็เป็นอีกเทรนด์หนึ่ง ซึ่งมีการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งดูแล้วน่าสนใจไม่แพ้เรืองเทคโนโลยีเช่นกัน

หุ้นดี PE 10 เท่า

หุ้นดี PE 10 เท่า

จากบทความคราวที่แล้วที่เราเลือกกิจการที่มีคุณภาพชั้นยอดระดับโลก โดยอ้างอิงจากการจัดอันดับ The Most Admired Companies โดยนิตยสาร FORTUNE แล้วมองย้อนไปดูการลงทุนหุ้นเหล่านี้ที่ PE ในระดับ 50 เท่าว่าผลเป็นอย่างไร มาในบทความนี้เราจะมาต่อกันด้วยหัวข้อที่ว่า หากเรามีการตั้งเกณฑ์การลงทุนของเราว่า หุ้นที่เราจะซื้อลงทุน ต้องมีค่า PE ในระดับ 10 เท่าหรือต่ำกว่า ในรอบยี่สิบปีที่ผ่านมา (1998-2018) เราจะมีโอกาสได้ลงทุนในหุ้นของกิจการระดับ Super Stocks 15 ตัวที่มีรายชื่อดังต่อไปนี้หรือไม่? 1) American Express 2) P&G 3) APPLE 4) Starbucks 5) Disney 6) FedEx 7) Nike 8) Coke 9) Johnson & Johnson 10) McDonalds 11) 3M 12) Marriott [...]

หุ้นดี PE 50 เท่า

หุ้นดี PE 50 เท่า

การวิเคราะห์หุ้นเพื่อการลงทุนมักมีการแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ หนึ่ง เชิงคุณภาพ ซึ่งมักพิจารณาว่า บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันหรือไม่ มีกลยุทธ์เหนือคู่แข่งไหม ผู้บริหารเก่งกาจเพียงใด และ สอง เชิง ปริมาณ ซึ่งมักใช้อัตราส่วนทางการเงินในการเปรียบเทียบ เช่น ราคาหุ้นต่อกำไร อัตราผลตอบแทนเงินปันผล หรือ ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด คำถามจึงเกิดขึ้นว่า ผลจะเป็นอย่างไร หากนักลงทุนเข้าไปซื้อหุ้น ซึ่งหากวิเคราะห์เชิงคุณภาพแล้วพบว่า “ยอดเยี่ยม” แต่หากวิเคราะห์ในเชิงปริมาณจะพบว่า ดูเหมือนจะไม่คุ้มค่ากับเงินลงทุน? 

“ความงาม” ที่แตกต่าง / โดย คนขายของ

“ความงาม” ที่แตกต่าง / โดย คนขายของ

ในช่วงปลายปีผมมักจะตรวจดูข้อมูลว่าหุ้นตัวใดราคาขึ้นมามากที่สุดในปีนั้น จากการตรวจสอบข้อมูล ของหุ้นที่อยู่ในดัชนี S&P500 จำนวนห้าร้อยกว่าตัว ผมพบว่าหนึ่งในหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในปี 2017 มีหุ้น Estee Lauder (EL) บริษัทเครื่องสำอางระดับโลกเจ้าของแบรนด์ดัง อย่าง La Mer, Origins, Clinique และ Lab Series อยู่ในรายชื่อด้วย โดยหุ้น EL ได้ขึ้นมามากถึง 67% ข้อมูลนี้ทำให้ผม เริ่มตรวจสอบดูหุ้นบริษัทเครื่องสำอางรายอื่นว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ ปรากฏว่าไม่มีใคร ทำได้เท่า EL แต่ที่แปลกใจมากที่สุดคือ ในขณะที่ดัชนีหุ้น S&P ขึ้นมาราว 22% และหุ้นทั่วโลกมีทิศทาง ขาขึ้นแต่หุ้นเครื่องสำอางระดับโลกอย่าง AVON (AVP) ราคากลับตกลงไปถึง 60% จนปัจจุบัน มูลค่า กิจการของ AVON นั้นอยู่แค่ 970 ล้านเหรียญ ต่ำกว่ามูลค่ากิจการของหุ้น BEAUTY ของไทยราว 50% ทำไมตลาดถึงชื่นชอบ EL แต่ไม่สนใจ [...]

กุหลาบงาม ย่อมมีหนามแหลมคม

กุหลาบงาม ย่อมมีหนามแหลมคม

ธุรกิจที่มีแววรุ่งโรจน์ ย่อมเป็นที่สนใจของนักธุรกิจและนักลงทุน ยิ่งมีเรื่องราวและเหตุผลที่น่าสนใจประกอบด้วย ยิ่งทำให้เกิดเป็นกระแสในวงสังคม ทำให้มีคนสนใจที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “อุตสาหกรรมดาวรุ่ง” เป็นจำนวนมาก เมื่อความรุ่งโรจน์ของอุตสาหกรรมดาวรุ่งนี้ถูกกล่าวถึงจนเป็นกระแส อาจทำให้นักธุรกิจหรือนักลงทุนบางคนบางกลุ่มที่ไม่ได้เข้าใจในธุรกิจอย่างถ่องแท้ ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการ “ขุดทอง” ครั้งสำคัญนี้ด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเล็งผลเลิศแต่ด้านเดียว และมองข้ามความเสี่ยงที่ ซ่อนตัวอยู่ ดั่งเช่นนักเขียนชาวอเมริกัน Jessica Livington ได้เคยกล่าวไว้ว่า “นักลงทุนส่วนใหญ่ มักมีพฤติกรรมตามแห่ พวกเขาต้องการที่จะลงทุนเพราะเห็นคนอื่นๆกำลังลงทุนอยู่” ในบทความนี้เราจะ มาดูกรณีศึกษาของอุตสาหกรรมดาวรุ่งทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพื่อที่จะได้เห็นว่า ในอุตสาหกรรมที่ คนส่วนใหญ่มองว่าจะกลายเป็นดาวรุ่งนั้น ก็มีความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องระมัดระวังไม่น้อยเหมือนกัน 

อนาคตของ DCA

อนาคตของ DCA

นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า ซึ่งเน้นระยะเวลาในการถือครองหุ้นในระยะยาว มักนิยมเลือกหุ้นที่มีความสามารถ ในการแข่งขันที่ยั่งยืน (Durable Competitive Advantages) หรือเรียกย่อๆว่า DCA ตัวอย่างของ DCA ซึ่งพบได้ในบริษัทที่มีลักษณะเป็น Super Stocks เช่น มีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง, มีการบริหารต้นทุนได้ต่ำ ที่สุดในอุตสาหกรรม หรือ มีสินค้าหรือบริการที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก เป็นต้น แนวคิดเรื่องความสามารถในการแข่งขันของบริษัทเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างหลังจากที่ ศาสตราจารย์ Michael E. Porter แห่ง มหาวิทยาลัย Harvard ได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อ “Competitive Strategy” ในปี 1980 และตามมาด้วย “Competitive Advantage” ในปี 1985 ในตอนที่หนังสือถูกตีพิมพ์นั้น การแข่งขันในโลกของธุรกิจยังไม่เข้มข้นอย่างทุกวันนี้ จีน และอินเดียซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกยังไม่เข้าสู่ระบบทุนนิยม และ คงไม่ต้องพูดถึงอินเตอร์เน็ต เพราะ Personal Computer เพิ่งออกสู่ตลาดได้ไม่นาน หลักการเรื่องความสามารถในการแข่งขัน ยังคงเหมือนเดิมหรือไม่? บริษัทที่มี DCA ยังคงสามารถอยู่ได้โดยไม่เปลี่ยนแปลงจะเป็นไปได้ไหม? 

Page 1 of 9123Next ›Last »