Home » Entries posted by ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ (Page 4)
ความเปราะบางของประเทศตลาดเกิดใหม่ และแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (1)

ความเปราะบางของประเทศตลาดเกิดใหม่ และแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (1)

ผมแบ่งกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มแรกมีความเปราะบางสูงมาก ได้แก่ อาร์เจนตินา ตุรกี และแอฟริกาใต้ ซึ่งเปรียบเทียบได้ว่าเสมือนกับคนที่ตกลงจากหน้าผาสูงไปแล้ว และในกรณีของอาร์เจนตินานั้น ตกถึงพื้นกระดูกหักต้องนำเข้าไปผ่าตัดใหญ่ที่โรงพยาบาลไอเอ็มเอฟไปแล้ว และอาการก็ยังไม่ดีขึ้น เพราะมีโรครุมเร้ามาก เช่น ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เงินเฟ้อสูง หนี้สาธารณาสูง ซึ่งประเทศตุรกีและแอฟริกาใต้ก็จะมีความเสี่ยงในทำนองเดียวกันเกือบทุกประการ 3 ประเทศดังกล่าวนั้น มี จีดีพี รวมกันเท่ากับ 1.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งไม่สูงมากนัก คือเกือบ 2% ของ จีดีพีโลก จึงยังไม่ถือว่าจะกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ

ประชากรที่แก่ตัวลงของไทย

ประชากรที่แก่ตัวลงของไทย

ผมอ่านข่าวเกี่ยวกับสัมมนาแถลงผลการวิจัยของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อ 4 ก.ย.ที่ผ่านมาเรื่องกลยุทธการตลาด Silver Age (คนแก่) Content Marketing โดยสรุปจากผลสำรวจกลุ่มตัวอย่าง อายุ 55-70 ปี จำนวน 604 คน ซึ่งมีข้อสรุปที่น่าสนใจดังนี้

การไม่ออกกำลังกายมีโทษอย่างไร

การไม่ออกกำลังกายมีโทษอย่างไร

ครั้งที่แล้ว ผมนำเสนอข้อสรุปจากการวิจัยว่าการออกกำลังกาย 4-5 ครั้งต่อสัปดาห์ (โดยใช้เวลาออกกำลังกาย เช่น เดินเร็วหรือวิ่ง ครั้งละอย่างน้อย 30 นาที) นั้น จะช่วยให้หัวใจ เส้นเลือดหัวใจแข็งแรง เสมือนกับคนที่อายุน้อยกว่าเป็น 10 ปี และหากเริ่มต้นออกกำลังกายตอนที่อายุเข้าวัยกลางคนแล้ว ก็ยังไม่สายเกินไป เพราะการออกกำลังกายในลักษณะที่กล่าวข้างต้น จะทำให้หัวใจหนุ่มแน่นขึ้นเป็นการ reverse aging ไม่เพียงแต่ slow down aging การที่นำเอาเรื่องของหัวใจมาวิจัยนั้น ก็เพราะ โรคหัวใจเป็นปัญหาที่มีความสำคัญลำดับต้นๆ ของผู้สูงอายุ

การออกกำลังกายเป็นประโยชน์มากน้อยเพียงใด

การออกกำลังกายเป็นประโยชน์มากน้อยเพียงใด

เรารับทราบกันว่าการออกกำลังกายนั้นเป็นประโยชน์ แต่จะต้องอย่างไร มากน้อยเพีย’ใด จึงจะได้ผลตอบแทนสูงสุด เป็นเรื่องที่เขียนถึงในครั้งครับ นสพ. นิวยอร์คไทมส์ (25 กรกฎาคม 2018) รายงานผลการวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ต่อหัวใจที่ได้จากการออกกำลังกาย โดยผู้วิจัยมิได้ทำการวิจัยเอง แต่แสวงหาข้อมูลที่ได้จากการวิจัยในอดีตมารวบรวมหาผลสรุป โดยอ้างถึงการวิจัย ในปี 2014 ที่ตีพิมพ์ใน Journal of the American College of Cardiology ซึ่งนำเอาข้อมูลของการประเมินสุขภาพหัวใจของ ชาย-หญิง 102 คน โดยมีช่วงศึกษาติดตามอย่างน้อย 20 ปีต่อราย ผู้วิจัยแบ่งกลุ่มบุคคล 102 คน ดังกล่าวออกเป็น 4 กลุ่ม

ปัญหาของตุรกี มีมากแต่ไม่น่าส่งผลกระทบในวงกว้าง

ปัญหาของตุรกี มีมากแต่ไม่น่าส่งผลกระทบในวงกว้าง

ตุรกี มีปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนาไปสู่วิกฤติ เพราะปัจจัยหลายประการ และกำลังส่งผลกระทบเชิงลบกับประเทศตลาดเกิดใหม่หลายประเทศแต่ผมไม่เชื่อว่าจะแพร่ขยายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่เหมือนที่ได้เกิดขึ้นในปี 1997 ซึ่งวิกฤติเศรษฐกิจไทย นำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และเกาหลีใต้

เรื่องสืบเนื่องจากรถไฟฟ้า

เรื่องสืบเนื่องจากรถไฟฟ้า

ครั้งที่แล้ว ผมเขียนถึงรถไฟฟ้าว่าเป็นเทคโนโลยีที่จะพลิกผัน รถยนต์สันดาปภายใน (internal combustion engine หรือ ICE)ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน และเงื่อนไขสำคัญของการที่รถไฟฟ้าจะเข้ามาตีตลาดรถ ICE ภายใน 20 ปีข้างหน้า คือแบตเตอร์รี่ ที่มีความจุไฟสูง น้ำหนักเบา และต้นทุนการผลิตต่ำ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้เร็วที่สุดอีกประมาณ 5 ปีข้างหน้า

รถไฟฟ้า

รถไฟฟ้า

ผมได้เคยเขียนเกี่ยวกับรถไฟฟ้า (electric vehicle) หรือ อีวี มาก่อนหน้าแล้วว่า เป็นเรื่องของเทคโนโลยีพลิกผัน (disruptive technology)

ความเสี่ยงจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด

ความเสี่ยงจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด

นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของประธานาธิบดีทรัมพ์ สร้างความกังวลอย่างแพร่หลาย จึงเป็นข่าวออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง มีหลายประเด็น และมีการพูดถึงตัวเลขหลายๆ ตัวเลขทำให้เกิดความสับสนได้อย่างมาก และเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากจริงๆ ผมจึงขอพยายามสรุปประเด็นที่น่าห่วง สำหรับเศรษฐกิจโลก ดังต่อไปนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์บอกว่า “trade wars are easy to win” และประธานาธิบดีทรัมป์มองว่า หากเก็บภาษีศุลกากร สินค้านำเข้าก็จะทำให้ต้องหันมาผลิตในประเทศสหรัฐ ซึ่งจะเป็นการสร้างงานและสร้างความมั่งคั่งให้กับเศรษฐกิจสหรัฐ แต่ในความเป็นจริงนั้น หากสหรัฐเก็บภาษีศุลกากรกับสินค้านำเข้าจากประเทศนาฟต้า(แคนาดา และเม็กซิโก) จากสหภาพยุโรป (รถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์) และจากประเทศจีน (ทั้งหมด 5 แสนล้าน) ตามที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ขู่เอาไว้ ก็ย่อมจะทำให้ประเทศคู่ค้าต้องตอบโต้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้(เพราะสหรัฐทำผิดกฎเกณฑ์การค้าโลก และสร้างกระแสทางการเมืองให้ต้องตอบโต้) หมายความว่าการกีดกันการค้าจะครอบคลุมการค้าของประเทศใหญ่ๆ ของโลกทั้งหมด (รวมถึงญี่ปุ่นด้วย เพราะส่งออกรถยนต์ไปสหรัฐเป็นจำนวนมาก) กล่าวคือ ประเทศสหรัฐ สหภาพยุโรป จีน ญี่ปุ่น แคนาดา และเม็กซิโก มี จีดีพี มูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 60% ของจีดีพีโลก ที่สำคัญคือการกีดกันการค้า ส่งผลต่อเศรษฐกิจในเชิงลบ 3 ประการคือ 1.เป็นการขึ้นภาษี (ศุลกากร) ซึ่งย่อมเป็นผลเสียต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 2.ลดประสิทธิภาพ ทางเศรษฐกิจ เพราะการขึ้นภาษีศุลกากรทำให้ต้องเปลี่ยนจากการซื้อสินค้าที่ราคาถูกและคุณภาพดีที่สุดไปอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งผลิตสินค้าเดียวกันได้ในราคาที่แพงกว่า [...]

การตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย

การตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย

ครั้งที่แล้ว ผมเขียนถึงการปรับขึ้นของดอกเบี้ยนโยบายในเชิงวิชาการ แต่บางคนอาจอยากรู้ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)จะปรับดอกเบี้ยขึ้นเมื่อไรและจะปรับขึ้นมากน้อยเพียงใด อยากรู้ว่า กนง คิดอย่างไร และจะตัดสินใจอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ เป็นการพยายามเดาใจของ กนง. มากกว่า ซึ่งเป็นหน้าที่ของนักวิเคราะห์ที่จะต้องพยายามคาดการณ์ทิศทางของดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งมีผลต่อดอกเบี้ยอื่น ๆ และ ต่ออัตราแลกเปลี่ยนตลอดจนเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ให้สัมภาษณ์กับ นสพ. กรุงเทพธุรกิจ ไปแล้วเมื่อวันที่ 6 ก.ค. ว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายนั้นจะขึ้นอยู่กับ 4 ปัจจัย คือ เงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น : ปัจจัยนี้เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด กล่าวคือ หากเงินเฟ้อ (ทั้งพื้นฐาน และ ทั่วไป)ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอีก 3-4 เดือน อย่างชัดเจน ก็น่าจะเป็นเหตุให้ กนง. เริ่มปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นในไตรมาส 4 ของปีนี้ และหาก กนง. เชื่อว่า เงินเฟ้อน่าจะขยับตัวไปอยู่ที่ 1.5% ในอีก 18-24 เดือน ข้างหน้า ก็คงเห็นว่าดอกเบี้ยนโยบายที่ประมาณ 2.5% (จาก1.5% [...]

ดอกเบี้ยนโยบายจะเริ่มปรับตัวสูงขึ้นในปีนี้?

ดอกเบี้ยนโยบายจะเริ่มปรับตัวสูงขึ้นในปีนี้?

หลังจากที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงถึง 4.8% ในไตรมาส 1 และธนาคารแห่งประเทศไทย ประเมินว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่องในเดือน พ.ค.และมิ.ย.ประกอบกับการเร่งตัวของเงินเฟ้อ (โดยเงินเฟ้อในเดือน มิ.ย.สูงเพิ่มขึ้นเป็น 1.38%) ก็ทำให้นักวิเคราะห์บางสำนักเริ่มคาดการณ์ว่า ธปท. โดยคณะกรรมการนโยบายการเงินจะเริ่มปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นในปีนี้ 1-2 ครั้ง จากระดับ 1.5% ในขณะนี้