Home » Entries posted by ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ
เศรษฐกิจโลกจะ “ดี” ไปได้อีกนานเท่าไหร่?

เศรษฐกิจโลกจะ “ดี” ไปได้อีกนานเท่าไหร่?

เมื่อปีที่แล้วเศรษฐกิจโลกขยายตัว “ดี” มาก คือขยายตัวในอัตราที่สูงกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ตอนต้นปี และยังเป็นการขยายตัวที่กระจายตัวไปอย่างกว้างขวางและทั่วถึง มาปีนี้ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกในยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่นชะลอตัวลง แต่เสียงส่วนใหญ่ก็เชื่อว่าเป็นเหตุมาจากปัจจัยชั่วคราว เช่น ภาวะอากาศที่หนาวเย็นผิดปกติ ดังนั้นจึงคาดว่าเศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวดีต่อไปอีกในไตรมาส 2 และในครึ่งหลังของปีนี้ ตราบใดที่ไม่เกิดปัญหาแทรกซ้อน เช่นสงครามการค้าและการปรับขึ้นอย่างฉับพลันของราคาน้ำมัน แต่ประเด็นที่สำคัญกว่าในการประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะ “ดี” และ ดีต่อไปอีกนานเท่าใดนั้น น่าจะขึ้นอยู่กับวัฏจักรเศรษฐกิจ กล่าวคือในปัจจุบันเศรษฐกิจกำลังเป็นขาขึ้น หรืออยู่ในช่วงที่ปรับตัวใกล้จุดสูงสุดแล้ว คนที่มองโลกในแง่ดีก็จะเชื่อว่าตอนนี้ เศรษฐกิจก็ยังเป็นขาขึ้น มีเวลาขยายตัวอย่างต่อเนื่องไปอีกหลายปี โดยมีเหตุผลดังนี้ 1.เงินเฟ้อยังอยู่ที่ระดับต่ำ และจะปรับขึ้นอย่างเชื่องช้า เพราะเทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุน ตลอดจนประชากรแก่ตัวไม่ขับเคลื่อนอุปสงค์อย่างก้าวกระโดด 2.นโยบายการคลังของสหรัฐ (ทั้งการลดภาษีและการเพิ่มรายจ่ายของภาครัฐ) จะยังกระตุ้นเศรษฐกิจไปได้อีกนาน 3.นโยบายการเงินของยุโรปและญี่ปุ่น ยังผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง เพราะยังจะต้องทำคิวอี (การพิมพ์เงินใหม่ออกมาซื้อพันธบัตร) ต่อไปอีก เนื่องจากเงินเฟ้อในยุโรปและญี่ปุ่นยังต่ำกว่าเป้ามาก 4.ธนาคารกลางสหรัฐจะปรับดอกเบี้ยขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และในแถลงการณ์ล่าสุดยังเพิ่มคำว่า symmetric อีกด้วย แปลว่า ในอดีตเมื่อได้ปล่อยให้เงินเฟ้อต่ำกว่าเป้า 2% ต่อปี เป็นเวลานานหลายปี ดังนั้นในอนาคตเพื่อความทัดเทียมกัน ก็จะสามารถปล่อยให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงเกินกว่าเป้า 2% ได้ กล่าวคือจะไม่ต้องเร่งรีบปรับดอกเบี้ยนโยบายเข้าสู่สภาวะปกติ (ที่ 3%) แม้ว่าเงินเฟ้อสหรัฐจะเกินเป้า 2% ไปแล้ว แต่ในความเห็นของผมนั้น เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะ late cycle และใกล้ Peak แล้ว ซึ่งแบงก์ออฟอเมริกา พันธมิตรของ [...]

ดอกเบี้ยสหรัฐปรับขึ้นแล้ว แต่จะปรับขึ้นได้อีก

ดอกเบี้ยสหรัฐปรับขึ้นแล้ว แต่จะปรับขึ้นได้อีก

ดอกเบี้ยเป็นตัวแปรสำคัญสำหรับการลงทุน เงินเฟ้อ ค่าเงินและเศรษฐกิจโดยรวม ที่สำคัญคือดอกเบี้ยกำลังอยู่ในขาขึ้นและจะปรับขึ้นต่อไปอีกในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า อย่างมีนัยสำคัญ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เป็นยุคที่ดอกเบี้ยต่ำติดดินและต่ำผิดปกติ ดังนั้นเศรษฐกิจโลกกำลังต้องปรับตัวกลับเข้าสู่ยุคที่ดอกเบี้ยจะต้องขยับขึ้นไปใกล้กับดอกเบี้ยระดับ “ปกติ” ที่อาจต่ำกว่าในอดีต เพราะปัจจัยพื้นฐานบางอย่าง เช่น การแก่ตัวลงของประชากรโลก และเทคโนโลยีที่ทำให้ราคาสินค้าปรับขึ้นได้ยาก เป็นต้น

ระบบนาฬิกาชีวภาพ (Circadian Rhythm)

ระบบนาฬิกาชีวภาพ (Circadian Rhythm)

เมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา รางวัลโนเบลด้าน Physiology or Medicine ได้ถูกมอบให้นักวิทยาศาสตร์ 3 คน คือ Jeffery Hall, Michael Rosbash และ Michael Young จากการค้นพบกลไกระดับโมเลกุลในสิ่งมีชีวิตที่ควบคุมและขับเคลื่อนระบบนาฬิกาชีวภาพ (Circadian Rhythm หรือ internal biological clock) กล่าวคือระบบของร่างกายสิ่งที่มีชีวิตนั้น มีจังหวะทำงานของตัวเองในแต่ละวัน ทั้งนี้ สถาบัน Salk Institute ได้ทำการวิจัย พบว่าการทำงานของยีนในร่างกายนั้น เกือบ 80% ทำงานตามระบบนาฬิกาชีวภาพในแต่ละวัน และทำให้เชื่อว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่กระทบกระเทือนต่อระบบนาฬิกาชีวภาพดังกล่าว จะมีผลให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้ เช่น โรคที่เกี่ยวกับสมอง Crohn’s disease (ความผิดปกติเรื้อรังของลำไส้ใหญ่ ทำให้เกิดการระคายเคืองและทางเดินอาหารบวม), IBD (ความผิดปกติในช่องท้อง ท้องเสีย) โรคหัวใจ หรือแม้กระทั่งโรคมะเร็ง แต่ที่สำคัญคือการดำเนินชีวิตของมนุษย์ปัจจุบัน ซึ่งมีเทคโนโลยีทำให้สามารถดำเนินพฤติกรรมต่างๆ ได้ ทั้งในตอนกลางวันและตอนกลางคืน (เพราะมีไฟฟ้า ตู้เย็น และร้านสะดวกซื้อ ตลอดจนร้านอาหาร fast food ที่เปิด 24 ชม.ต่อวัน) ทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพอย่างมากได้ รวมทั้งการเดินทางโดยเครื่องบินทำให้เปลี่ยนเวลาดำเนินชีวิตบ่อยครั้งได้ในหนึ่งสัปดาห์เป็นต้น ทั้งนี้ Salk Institute อ้างว่าการทำวิจัยเกี่ยวกับการทำงานของยีนภายใต้ระบบนาฬิกาชีวภาพนั้น [...]

ดอกเบี้ยกำลังปรับตัวขึ้นที่สหรัฐ

ดอกเบี้ยกำลังปรับตัวขึ้นที่สหรัฐ

นอกจากการคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นของดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐอย่างต่อเนื่องโดยธนาคารกลางสหรัฐแล้วในระยะหลังนี้ ดอกเบี้ยระยะยาวก็กำลังปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งดูเสมือนว่า ตลาดหุ้นจะให้ความสำคัญและกังวลกับการปรับขึ้นของดอกเบี้ยระยะยาวมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐอายุ 10 ปี ที่ปรับตัวมาแตะระดับ 3% แล้ว ในขณะที่ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี ก็ปรับตัวเข้ามาใกล้ 2.5% แล้ว

ทรัมป์จะพาสหรัฐกลับเข้า ทีพีพี?

ทรัมป์จะพาสหรัฐกลับเข้า ทีพีพี?

เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้วประธานาธิบดีทรัมป์ ให้วุฒิสมาชิก และผู้แทนราษฎรจากมลรัฐที่มีพื้นฐานด้านการเกษตรเข้าพบและหลังจากการพบปะดังกล่าวผู้เข้าร่วมการประชุมออกมาเล่าให้นักข่าวฟังว่าประธานาธิบดีทรัมป์สั่งการให้ นายLarry Kudlow ประธานที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจคนใหม่ ร่วมกับนายRobert Lighthizer ผู้แทนการค้าสหรัฐ ไปดำเนินการพิจารณาหาลู่ทางให้สหรัฐเข้าร่วมเป็นภาคีของข้อตกลงทางการค้าของกลุ่มประเทศชายขอบมหาสมุทรแปซิฟิก หรือที่เรียกกันว่า ทีพีพี (Trans Pacific Partnership, TPP) แต่ต่อมา ทรัมป์ ก็กล่าวในทวิตเตอร์ว่า สหรัฐจะกลับเข้าร่วมเป็นภาคี ทีพีพี ภายใต้เงื่อนไขที่เป็นประโยชน์กับสหรัฐมากกว่า (substantially better) ที่รัฐบาลโอบามาได้เคยเจรจาทำความตกลงเอาไว้

How to Stay Young

How to Stay Young

เมื่อปลายเดือน มี.ค. ผมได้เข้าร่วมการสัมมนาเกี่ยวกับการนำหุ้นเข้าตลาด และการสืบทอดธุรกิจและทรัพย์สมบัติ จัดร่วมกันโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและบริษัทหลักทรัพย์ภัทร ซึ่งในวันนั้นผมโชคดีพบลูกค้าของ ภัทรฯ ท่านหนึ่ง แนะนำให้ผมดูรายการโทรทัศน์ของบีบีซี เรื่อง How to Stay Young ซึ่งมีคณะแพทย์และนักวิชาการ แสวงหาแนวทางทำให้ร่างกายไม่แก่ตัว ซึ่งผมเห็นว่าน่าสนใจอย่างมาก จึงต้องขอขอบคุณลูกค้าท่านนั้นอีกครั้งหนึ่งที่กรุณาให้คำแนะนำ

นโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐ

นโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐ

ครั้งที่แล้ว ผมเขียนถึงการดำเนินนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐ โดยเฉพาะการดำเนินการกับประเทศจีน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่จะกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเศรษฐกิจสหรัฐมีขนาดใหญ่เป็นอันดับหนึ่ง และเศรษฐกิจจีนใหญ่เป็นอันดับ 2 โดย 2 เศรษฐกิจรวมกันมีสัดส่วนมากถึง 40% ของ จีดีพีโลก ซึ่งบางคนอาจคิดว่าผมเป็นห่วงมากไป เพราะในอดีตนั้น ประธานาธิบดีทรัมป์ มักจะขู่ แต่ไม่ทำอะไรจริงจัง (ขู่เพื่อหาเสียงและสร้างภาพกับฐานเสียง) แม้แต่เรื่องการปรับขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กกล้า และอลูมิเนียม โดยอ้างความมั่นคงของประเทศ ก็ได้ยอมให้มีข้อยกเว้น สำหรับประเทศที่นำเข้ารายใหญ่เกือบทุกรายจนกระทั่งมาตรการดังกล่าว น่าจะไม่มีประสิทธิผล

ภาวะการณ์ลงทุนในตลาดหุ้นที่ไม่สดใดดังคาด

ภาวะการณ์ลงทุนในตลาดหุ้นที่ไม่สดใดดังคาด

ไตรมาสแรกของปี 2018 ผ่านไปแล้ว รวมทั้งการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย โดยธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งเป็นไปตามคาด แต่ภาวการณ์ลงทุนในตลาดหุ้นนั้นไม่ได้เป็นไปตามการคาดหวังของนักลงทุนเลย กล่าวคือแม้ดอกเบี้ยนโยบายจะปรับขึ้น แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินว่าการลงทุนในปีนี้จะสดใส เพราะแม้การปรับขึ้นของดอกเบี้ยจะทำให้หุ้นและสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมีความน่าลงทุนน้อยลง (หุ้นราคาแพง) แต่ก็มีความเชื่อมั่นว่าการฟื้นตัวอย่างกว้างขวางและพร้อมเพรียงกันของเศรษฐกิจโลก จะทำให้ผลประกอบการของบริษัทต่างๆ ปรับตัวดีขึ้นโดยถ้วนหน้า

ไทยจะนำทุนสำรองส่วนเกินมาใช้ประโยชน์? (2)

ไทยจะนำทุนสำรองส่วนเกินมาใช้ประโยชน์? (2)

ครั้งที่แล้ว ผมสรุปว่า ภายใต้สภาวการณ์ปัจจุบัน และในกรอบของนโยบายการเงินที่กำหนดเป้าเงินเฟ้อนั้น ผมเห็นว่าประเทศไทยมีทุนสำรองส่วนเกินที่จะนำไปใช้ได้ 200,000 ล้านเหรียญ หรือ 6.2 ล้านล้านบาท เท่ากับ งบประมาณของรัฐบาลไทย 3 ปี โดยที่ ทุนสำรองจะยังมีเหลืออยู่ 75,000 ล้านเหรียญเท่ากับมูลค่านำเข้า 4 เดือน (ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลของระดับทุนสำรองที่เหมาะสม) โดยที่ ทุนสำรองน่าจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัด สูงถึง 48,000 ล้านเหรียญ ต่อปี ในปี 2016 และ 2017 ดังนั้น หากใน 2 ปี ข้างหน้าจะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเพียงครึ่งหนึ่งของมูลค่าข้างต้น ทุนสำรองก็จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็น 123,757 ล้านเหรียญในปี 2020 จึงไม่น่าแปลกใจที่ ไอเอ็มเอฟ เสนอให้ไทยนำเอาทุนสำรองส่วนเกินมาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และคงจะเห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ท้าทายอนาคตทางเศรษฐกิจของไทยมากที่สุด คือการแก่ตัวลงอย่างรวดเร็วของประชากรของประเทศไทย ซึ่งผมได้เคยรวบรวมการคาดการณ์ของสภาพัฒน์ ในเรื่องนี้ ดังปรากฏในตารางข้างล่าง จะเห็นว่าภายในช่วง 25 ปี ระหว่าง 2015-2040 นั้น โครงสร้างประชากรของไทยจะเป็นภาระทางเศรษฐกิจในหลายมิติ กล่าวคือ 1.คนในวัยทำงานลดลงจาก 43 ล้านคน เหลือเพียง 35.2 ล้านคน ลดลงถึง 7.8 ล้านคน 2.คนในวัยชราเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวคือจาก [...]

ไทยจะนำทุนสำรองส่วนเกินมาใช้ประโยชน์? (1)

ไทยจะนำทุนสำรองส่วนเกินมาใช้ประโยชน์? (1)

เมื่อไม่นานมานี้ ไอเอ็มเอฟ ที่มาประเมินเศรษฐกิจไทย แนะนำว่าควรนำเอาทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยที่มีอยู่เกินความจำเป็นอย่างมากมาใช้ประโยชน์ในการตั้งกองทุนเพื่อบริหารให้ได้ผลตอบแทน และนำรายได้ดังกล่าวไปช่วยเหลือผู้สูงอายุในประเทศไทยที่นับวันจะมีเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะประชากรของประเทศไทยจะแก่ตัวลงอย่างรวดเร็วใน 20-30 ปีข้างหน้า 

Page 1 of 27123Next ›Last »