Home » Entries posted by ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ
แนวโน้มเศรษฐกิจโลก

แนวโน้มเศรษฐกิจโลก

แม้ตัวเลขเศรษฐกิจไทยและอีกหลายประเทศจะย่ำแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ราคาหุ้นก็ยังลดลงไม่มากและราคาตราสารหนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แปลว่าการลงทุนในทุกๆ สินทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์เสี่ยงมากหรือเสี่ยงน้อยนั้น ทำกำไรได้ดีค่อนข้างมากใน 7 เดือนแรกของปีนี้และแม้จะปรับลดลงทั้งในเดือนส.ค. แต่ก็ยังให้ผลตอบแทนที่น่าประทับใจในช่วงปีนี้เท่าที่ผ่านมา

การแก่ตัวอย่างรวดเร็วของประชากรไทย

การแก่ตัวอย่างรวดเร็วของประชากรไทย

เมื่อปลายเดือนก.ค. ที่ผ่านมา องค์การสหประชาชาติได้จัดทำรายงานล่าสุดเกี่ยวกับประชากรของโลก ซึ่งสำนักข่าว Bloomberg ได้นำเอามาเสนอข่าวเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับประเทศไทย (เมื่อ 25 ก.ค. 2019) ว่าประเทศไทยนั้นมีความเหมือนกับประเทศสวิสเซอร์แลนด์และฟินแลนด์ในเรื่องเดียวคือ มีการแก่ตัวของประชากรที่รวดเร็วเหมือนกัน แต่เรื่องอื่นๆ นั้น ไม่มีอะไรที่คล้ายคลึงกันเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของสถานะทางเศรษฐกิจ เพราะในขณะที่ประเทศไทยประชาชนมีรายได้ต่อหัวเท่ากับประมาณ 2 แสนบาทต่อปี (แต่คนส่วนใหญ่จะมีรายได้ต่ำกว่านี้มากเพราะความเหลื่อมล้ำทั้งในเชิงของรายได้และความเป็นเจ้าของทรัพย์สิน) ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ประชาชนมีรายได้ต่อหัวประมาณ 2.44 ล้านบาทต่อปี และประเทศฟินแลนด์ประชาชนมีรายได้ต่อหัวประมาณ 1.51 ล้านบาทต่อปี

5 ประโยชน์ที่คาดไม่ถึงจากการเดิน และอันตรายจากการนั่งนาน

5 ประโยชน์ที่คาดไม่ถึงจากการเดิน และอันตรายจากการนั่งนาน

ผมได้อ่านบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับประโยชน์ของการเดินออกกำลังกายจากโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด (วันที่ 6 กรกฎาคม 2019) ซึ่งกล่าวว่า

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน (4)

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน (4)

ปี 2019 เป็นปีที่ครบรอบ 40 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสหรัฐกับจีน แต่เราจะไม่เห็นการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศทั้ง 2 แต่อย่างใด ตรงกันข้ามมีแต่ความเป็นห่วงว่าการทำสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนจะรุนแรงมากขึ้นและยืดเยื้อเพียงใด โดยไอเอมเอฟได้ปรับลดการคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีหน้าลงไป 0.5% จาก 3.8% เป็น 3.3% เพราะการทำสงครามการค้าดังกล่าวที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น ในขณะที่ธนาคารชั้นนำของสหรัฐบางแห่งได้ออกมาเตือนแล้วว่า เศรษฐกิจโลกเสี่ยงเข้าสู่สภาวะถดถอยในปี 2020 และการสำรวจความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ในวงการธุรกิจ 53 ราย พบว่า 60% เชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่สภาวะถดถอยในปลายปี 2020

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน (3)

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน (3)

คราวที่แล้วผมเขียนถึงการที่สหรัฐริเริ่มการปรับความสัมพันธ์กับจีนในปี 1971 และในที่สุดก็ได้ “ทิ้ง” ไต้หวันไปสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับจีนในปี 1979 ซึ่งผมเชื่อว่าแนวคิดของผู้นำของสหรัฐในตอนนั้น คือ ประธานาธิบดี นิกสัน นั้น ต้องการแยกจีนออกจากสหภาพโซเวียต เพราะในช่วงทศวรรษที่ 70 นั้น เศรษฐกิจสหรัฐประสบปัญหามากมาย เช่น เงินเฟ้อที่กำลังปรับตัวเพิ่มขึ้น เพราะรัฐบาลสหรัฐใช้จ่ายเกินตัวจากการทำสงครามเวียดนาม (แล้วต่อมาก็แพ้สงคราม) และนโยบายการเงินก็ผ่อนคลายมากเกินไป ทำให้สหรัฐต้องประกาศลอยตัวค่าเงินดอลลาร์ (หรือ “เบี้ยว” การตรึงอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินดอลลาร์กับทองคำ) ทำให้ระบบการเงินของโลกได้รับผลกระทบกระเทือนอย่างมาก ต่อมาก็ยังมีวิกฤติน้ำมันที่ทำให้เงินเฟ้อถีบตัวสูงขึ้นต่อไปอีกและเศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่สภาวะถดถอย กล่าวโดยสรุปคือในช่วงทศวรรษที่ 70 นั้นเศรษฐกิจสหรัฐอาจดูอ่อนแอกว่าเศรษฐกิจของสหภาพโซเวียต ดังนั้นในเชิงของการช่วงชิงความได้เปรียบระหว่างประเทศมหาอำนาจทั้ง 2 นั้น การที่สหรัฐทำให้จีนหันมา “คบ” กับสหรัฐเป็นกลยุทธ์ที่แยบยลอย่างมาก

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน (2)

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน (2)

ปีนี้ควรเป็นปีที่มีการฉลองครั้งใหญ่ของจีนและสหรัฐ เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศยักษ์ใหญ่ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 40 ปีในวันที่ 1 ม.ค. 1979 ทั้งนี้เป็นผลพวงจากการดำเนินนโยบายการทูตที่ยาวนานกว่า 8 ปี หลังจากที่ประธานาธิบดีนิกสัน ส่งเฮนรี่ คิสซิงเจอร์ ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของประธานาธิบดีสหรัฐ ไปเริ่มการเจรจาปรับความสัมพันธ์กับจีนในเดือน ก.ค. 1971 ทำให้ประธานาธิบดีนิกสัน ได้เดินทางไปเยือนประเทศจีน ในเดือนก.พ.1972 และสามารถบรรลุถึงข้อตกลงร่วมกันในการริเริ่มการปรับความสัมพันธ์ระหว่างกันที่เรียกว่า “The Shanghai Communique” ซึ่งประเด็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดคือสถานะของไต้หวัน กล่าวคือสหรัฐยอมรับว่ามี “จีนเดียว” แต่ต่อมารัฐสภาสหรัฐก็ออกกฎหมายให้สหรัฐปฏิบัติกับไต้หวันเสมือนกับเป็นประเทศอิสระ รวมทั้งการที่สหรัฐขายอาวุธให้กับไต้หวันมาโดยตลอดและแสดงท่าทีเสมอมาว่าหากจีนจะพยายามใช้กำลังในการรวมประเทศไต้หวันเข้ากับจีนแล้วสหรัฐมีพันธะกรณีที่จะให้การสนับสนุนไต้หวัน

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน (1)

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน (1)

ผมมีความเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนซึ่งในช่วงเกือบ 45 ปีที่ผ่านมา เป็นความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ร่วมกันกำลังจะพลิกผันเป็นการทำสงครามเย็นระหว่างกัน เพราะทั้งสหรัฐและจีนต่างมองฝ่ายตรงข้ามว่ากำลังคุกคามความอยู่รอดของตน (existential threat) เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องมีข้อมูลและลักฐานที่ชัดเจน ซึ่งผมจะขอนำเสนอในบทความต่อไปอีก 3 ตอน

การพัฒนาเศรษฐกิจ (2)

การพัฒนาเศรษฐกิจ (2)

ครั้งที่แล้วผมสรุปว่า การพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาวนั้นไม่ได้มี 4 เครื่องยนต์ดังที่มักจะพูดกันเวลาต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวลงในระยะสั้น กล่าวคือในระยะยาวนั้นการพัฒนาเศรษฐกิจและการสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนนั้นจะต้องอาศัยการลงทุนเป็นหลักเพียงปัจจัยเดียว เพราะการลงทุนคือ

การพัฒนาเศรษฐกิจ (1)

การพัฒนาเศรษฐกิจ (1)

ประเทศไทยกำลังจะมีรัฐบาลชุดใหม่(แต่อาจจะไม่ใหม่มาก)เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งเมื่อกระบวนการทางรัฐสภาและในทางการเมืองผ่านพ้นไปจนเสร็จสิ้น และมีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีแล้ว ก็คงจะมีการเรียกร้องให้เร่งรัดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่เชื่อว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ผมจะไม่ขอกล่าวถึงตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ ว่าปรับตัวลดลงมากน้อยเพียงใด เพราะมีการปรับลดลงอย่างกว้างขวางจนไม่มีข้อถกเถียงในเรื่องนี้แต่อย่างใด ประเด็นสำคัญคือควรจะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีใด หลายคนคงจะเข้าใจว่าเศรษฐกิจนั้นมีอยู่ 4 เครื่องยนต์คือ การบริโภค การลงทุน ภาครัฐบาลและภาคการส่งออก ซึ่งเป็นการมองภาพเศรษฐกิจตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ของเคนส์และเป็นการมองภาพเศรษฐกิจในระยะสั้นว่า มีตัวเลือกถึง 4 ตัวเลือก ในการขับเคลื่อนให้จีดีพีขยายตัว แต่ผมจะขอมองต่างมุมว่าหากจะต้องการเห็นการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะยาวที่ยั่งยืนและสร้างความมั่นคั่งทางเศรษฐกิจที่แท้จริงแล้ว จะมีตัวเลือกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพียงปัจจัยเดียวคือการลงทุน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยปัจจัยที่เหลืออีก 3 ปัจจัยนั้นจะไม่สามารถทำได้และจะไม่เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง มาดูสาขาเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเศรษฐกิจไทยก่อน คือการส่งออก ซึ่งมีอยู่ 2 ส่วนคือการส่งออกสินค้าและการส่งออกบริการ (ซึ่งส่วนใหญ่ได้แก่การท่องเที่ยว) ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 75% ของจีดีพี โดยเป็นการส่งออกสินค้าประมาณ 55% ส่งออกบริการประมาณ 20% ของจีดีพี การผลิตสินค้าและบริการนั้นถือว่าเป็นเสมือนการทำยอดขายโดยรวมของบริษัท ซึ่งจะต้องมีการ “นำเข้า” วัตถุดิบ เครื่องจักรและพลังงาน และบริการมาใช้ในการผลิตการ“ส่งออก” สินค้าและบริการดังกล่าว ดังนั้นหากดูการส่งออกสินค้าและบริการสุทธิแล้วจะเห็นว่าที่จริงแล้วเพียง 7-8% ของจีดีพี อย่างไรก็ดีการส่งออกที่ขยายตัวได้สูงนั้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการสะท้อนว่าสินค้าและบริการของไทยมีศักยภาพสูง สามารถแข่งขันและขยายยอดขายในตลาดต่างประเทศได้ แต่ก็มีประเด็นที่มองได้ว่าการผลักดันการส่งออกจะไม่เป็นประโยชน์มากนักในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่งคั่งของประเทศในระยะยาวหากส่งออกมากเกินไป เพราะ 1.เมื่อส่งออกสุทธิมากๆ เป็นเวลาหลายปี ก็จะทำให้เงินบาทแข็งค่า ซึ่งเป็นกลไกตลาดที่จะทำให้ดุลต่อไปบัญชีเดินสะพัดกลับมาสมดุล กล่าวคือการผลักดันให้ส่งออกมากๆ ซึ่งทำให้เกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างยืดเยื้อ ไม่สามารถเป็นยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาวได้ เพราะจะต้องนำเอาส่วนเกินดังกล่าวไปลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับต่างประเทศไม่เป็นประโยชน์กับประเทศไทย 2.หากขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยช่วยแทรกแซงชะลอการแข็งค่าของเงินบาท ก็จะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้ แต่การสะสม “กระดาษ” [...]

การเจรจาการค้าสหรัฐ-จีนถึงทางตันแล้ว

การเจรจาการค้าสหรัฐ-จีนถึงทางตันแล้ว

ผมเชื่อว่าการเจรจาการค้าสหรัฐกับจีนนั้นถึงทางตัน และจะไม่สามารถคืบหน้าไปได้อีกแล้ว ซึ่งจะเป็นแนวคิดที่แย้งกับเสียงส่วนใหญ่ที่มองว่าทั้ง 2 ฝ่ายยังเปิดช่องทางให้มีการเจรจาอยู่ และประธานาธิบดีทรัมป์ก็ยังให้ข่าวว่าจะมีโอกาสพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่การประชุมผู้นำกลุ่มจี20 ที่นครโอซากา ในปลายเดือน มิ.ย.

Page 1 of 32123Next ›Last »