Home » Entries posted by ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ
ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน (2)

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน (2)

ปีนี้ควรเป็นปีที่มีการฉลองครั้งใหญ่ของจีนและสหรัฐ เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศยักษ์ใหญ่ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 40 ปีในวันที่ 1 ม.ค. 1979 ทั้งนี้เป็นผลพวงจากการดำเนินนโยบายการทูตที่ยาวนานกว่า 8 ปี หลังจากที่ประธานาธิบดีนิกสัน ส่งเฮนรี่ คิสซิงเจอร์ ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของประธานาธิบดีสหรัฐ ไปเริ่มการเจรจาปรับความสัมพันธ์กับจีนในเดือน ก.ค. 1971 ทำให้ประธานาธิบดีนิกสัน ได้เดินทางไปเยือนประเทศจีน ในเดือนก.พ.1972 และสามารถบรรลุถึงข้อตกลงร่วมกันในการริเริ่มการปรับความสัมพันธ์ระหว่างกันที่เรียกว่า “The Shanghai Communique” ซึ่งประเด็นที่ถกเถียงกันมากที่สุดคือสถานะของไต้หวัน กล่าวคือสหรัฐยอมรับว่ามี “จีนเดียว” แต่ต่อมารัฐสภาสหรัฐก็ออกกฎหมายให้สหรัฐปฏิบัติกับไต้หวันเสมือนกับเป็นประเทศอิสระ รวมทั้งการที่สหรัฐขายอาวุธให้กับไต้หวันมาโดยตลอดและแสดงท่าทีเสมอมาว่าหากจีนจะพยายามใช้กำลังในการรวมประเทศไต้หวันเข้ากับจีนแล้วสหรัฐมีพันธะกรณีที่จะให้การสนับสนุนไต้หวัน

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน (1)

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน (1)

ผมมีความเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนซึ่งในช่วงเกือบ 45 ปีที่ผ่านมา เป็นความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ร่วมกันกำลังจะพลิกผันเป็นการทำสงครามเย็นระหว่างกัน เพราะทั้งสหรัฐและจีนต่างมองฝ่ายตรงข้ามว่ากำลังคุกคามความอยู่รอดของตน (existential threat) เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องมีข้อมูลและลักฐานที่ชัดเจน ซึ่งผมจะขอนำเสนอในบทความต่อไปอีก 3 ตอน

การพัฒนาเศรษฐกิจ (2)

การพัฒนาเศรษฐกิจ (2)

ครั้งที่แล้วผมสรุปว่า การพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาวนั้นไม่ได้มี 4 เครื่องยนต์ดังที่มักจะพูดกันเวลาต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวลงในระยะสั้น กล่าวคือในระยะยาวนั้นการพัฒนาเศรษฐกิจและการสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนนั้นจะต้องอาศัยการลงทุนเป็นหลักเพียงปัจจัยเดียว เพราะการลงทุนคือ

การพัฒนาเศรษฐกิจ (1)

การพัฒนาเศรษฐกิจ (1)

ประเทศไทยกำลังจะมีรัฐบาลชุดใหม่(แต่อาจจะไม่ใหม่มาก)เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งเมื่อกระบวนการทางรัฐสภาและในทางการเมืองผ่านพ้นไปจนเสร็จสิ้น และมีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีแล้ว ก็คงจะมีการเรียกร้องให้เร่งรัดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่เชื่อว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ผมจะไม่ขอกล่าวถึงตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ ว่าปรับตัวลดลงมากน้อยเพียงใด เพราะมีการปรับลดลงอย่างกว้างขวางจนไม่มีข้อถกเถียงในเรื่องนี้แต่อย่างใด ประเด็นสำคัญคือควรจะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีใด หลายคนคงจะเข้าใจว่าเศรษฐกิจนั้นมีอยู่ 4 เครื่องยนต์คือ การบริโภค การลงทุน ภาครัฐบาลและภาคการส่งออก ซึ่งเป็นการมองภาพเศรษฐกิจตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ของเคนส์และเป็นการมองภาพเศรษฐกิจในระยะสั้นว่า มีตัวเลือกถึง 4 ตัวเลือก ในการขับเคลื่อนให้จีดีพีขยายตัว แต่ผมจะขอมองต่างมุมว่าหากจะต้องการเห็นการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะยาวที่ยั่งยืนและสร้างความมั่นคั่งทางเศรษฐกิจที่แท้จริงแล้ว จะมีตัวเลือกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพียงปัจจัยเดียวคือการลงทุน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยปัจจัยที่เหลืออีก 3 ปัจจัยนั้นจะไม่สามารถทำได้และจะไม่เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง มาดูสาขาเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเศรษฐกิจไทยก่อน คือการส่งออก ซึ่งมีอยู่ 2 ส่วนคือการส่งออกสินค้าและการส่งออกบริการ (ซึ่งส่วนใหญ่ได้แก่การท่องเที่ยว) ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 75% ของจีดีพี โดยเป็นการส่งออกสินค้าประมาณ 55% ส่งออกบริการประมาณ 20% ของจีดีพี การผลิตสินค้าและบริการนั้นถือว่าเป็นเสมือนการทำยอดขายโดยรวมของบริษัท ซึ่งจะต้องมีการ “นำเข้า” วัตถุดิบ เครื่องจักรและพลังงาน และบริการมาใช้ในการผลิตการ“ส่งออก” สินค้าและบริการดังกล่าว ดังนั้นหากดูการส่งออกสินค้าและบริการสุทธิแล้วจะเห็นว่าที่จริงแล้วเพียง 7-8% ของจีดีพี อย่างไรก็ดีการส่งออกที่ขยายตัวได้สูงนั้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการสะท้อนว่าสินค้าและบริการของไทยมีศักยภาพสูง สามารถแข่งขันและขยายยอดขายในตลาดต่างประเทศได้ แต่ก็มีประเด็นที่มองได้ว่าการผลักดันการส่งออกจะไม่เป็นประโยชน์มากนักในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่งคั่งของประเทศในระยะยาวหากส่งออกมากเกินไป เพราะ 1.เมื่อส่งออกสุทธิมากๆ เป็นเวลาหลายปี ก็จะทำให้เงินบาทแข็งค่า ซึ่งเป็นกลไกตลาดที่จะทำให้ดุลต่อไปบัญชีเดินสะพัดกลับมาสมดุล กล่าวคือการผลักดันให้ส่งออกมากๆ ซึ่งทำให้เกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างยืดเยื้อ ไม่สามารถเป็นยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาวได้ เพราะจะต้องนำเอาส่วนเกินดังกล่าวไปลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับต่างประเทศไม่เป็นประโยชน์กับประเทศไทย 2.หากขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยช่วยแทรกแซงชะลอการแข็งค่าของเงินบาท ก็จะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้ แต่การสะสม “กระดาษ” [...]

การเจรจาการค้าสหรัฐ-จีนถึงทางตันแล้ว

การเจรจาการค้าสหรัฐ-จีนถึงทางตันแล้ว

ผมเชื่อว่าการเจรจาการค้าสหรัฐกับจีนนั้นถึงทางตัน และจะไม่สามารถคืบหน้าไปได้อีกแล้ว ซึ่งจะเป็นแนวคิดที่แย้งกับเสียงส่วนใหญ่ที่มองว่าทั้ง 2 ฝ่ายยังเปิดช่องทางให้มีการเจรจาอยู่ และประธานาธิบดีทรัมป์ก็ยังให้ข่าวว่าจะมีโอกาสพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่การประชุมผู้นำกลุ่มจี20 ที่นครโอซากา ในปลายเดือน มิ.ย.

รถ EV จะราคาเท่ากับรถยนต์ในปี 2022?

รถ EV จะราคาเท่ากับรถยนต์ในปี 2022?

ทีมวิจัยด้านพลังงานของสำนักข่าว Bloomberg (Bloomberg New Energy Finance หรื NEF) ได้ปรับการคาดการณ์ที่สำคัญด้านพลังงานที่น่าจะมีผลต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ และจะมีผลต่ออุตสาหกรรมพลังงานที่เกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญเมื่อ 12 เม.ย.ได้แก่ การประเมินว่าต้นทุนการผลิตรถไฟฟ้า (Battery Electric Vehicle) หรือรถ EV จะเท่ากับต้นทุนการผลิตรถยนต์ที่ใช้เครื่องสันดาปภายใน (Internal Combustion Engine หรือ ICE)ในปี 2022 เมื่อปี 2017 (2 ปีที่แล้ว) Bloomberg NEF คาดว่าราคาของรถทั้ง 2 ประเภทจะเท่ากันในปี 2026 และปรับเร็วเข้ามาเป็นปี 2024 ในปี 2018 แต่มาวันนี้หากเป็นเช่นนั้นจริงก็ต้องบอกว่า คนที่ผ่อนรถ ICE คันปัจจุบันเสร็จ (ใช้เวลาผ่อน 3-5 ปี) ก็น่าจะมีโอกาสเลือกได้แล้วว่า รถคันต่อไปที่จะผ่อนนั้นอยาก (ลอง) ใช้รถ EV หรือใช้รถแบบเดิมไม่ต้องกลัวว่าการมีรถ EV จะแปลว่าต้องจ่ายเงินแพงกว่า อย่างน้อยในกรณีของประเทศพัฒนาแล้วและประเทศจีน ซึ่งปัจจุบันนั้นรัฐบาลจีนส่งเสริมการผลิตและการใช้รถไฟฟ้าอย่างเต็มที่และเป็นตลาดรถ EV ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนี้

มองต่างมุมเกี่ยวกับเศรษฐกิจ (2)

มองต่างมุมเกี่ยวกับเศรษฐกิจ (2)

ครั้งที่แล้วผมพยายามสะท้อนว่า ทำไมคนส่วนใหญ่จึงรู้สึกว่าเศรษฐกิจ “ไม่ดี” ในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจของรัฐบาลทุกตัวบ่งบอกว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างกว้างขวางแล้ว ทั้งนี้โดยการนำเสนอดัชนีราคาสินค้าเกษตรซึ่งไม่ได้กระเตื้องขึ้นเลยในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา นอกจากนั้นช่วงการเดินขบวนล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในกรุงเทพในปี 2014 นั้น ยิ่งทำให้ผลผลิตทางการเกษตรต้องตกต่ำลงอย่างมากจากดัชนีที่ 160.9 ใน 1Q 2014 มาเหลือ 78.2 ใน2Q 2014 ดังเห็นได้จากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรในบรรทัด 2 ของตารางข้างล่าง

มองต่างมุมเกี่ยวกับเศรษฐกิจ (1)

มองต่างมุมเกี่ยวกับเศรษฐกิจ (1)

วันนี้คนส่วนใหญ่คงจะพูดกันถึงผลการเลือกตั้งเป็นหลัก ซึ่งในขณะที่เขียนบทความนี้ ผมย่อมจะไม่รู้ว่าผลจะออกมาอย่างใด แต่รู้ว่าประชาชนส่วนใหญ่บอกว่ารู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่ดี แม้รัฐบาลจะไล่ให้ไปบวกเลขใหม่ให้ดี ซึ่งน่าจะหมายความว่า เศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลปัจจุบันนั้นก็ได้ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นจีดีพีโดยรวมหรือการบริโภคการลงทุนและการส่งออก เป็นต้น แต่ก็จะเห็นได้ว่าพรรคการเมืองที่สนับสนุนรัฐบาลก็ไม่ได้สามารถนำเอาประเด็นดังกล่าวออกมาเป็นเรื่องหลักในการหาเสียง เพราะน่าจะขัดแย้งกับความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ว่าเศรษฐกิจค่อนข้างจะซบเซามากกว่าคึกคัก ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

แนวโน้มค่าเงินบาท(2)

แนวโน้มค่าเงินบาท(2)

ผมมีความเห็นว่าเงินบาทนั้นจะถูกกำหนดค่าโดย 2 ปัจจัยหลักคือดุลบัญชีเดินสะพัดและอัตราเงินเฟ้อของไทยเทียบกับเงินเฟ้อในประเทศอื่นๆ  ซึ่งครั้งที่แล้วได้เขียนถึงดุลบัญชีเดินสะพัดโดยละเอียดแล้วมีใจความว่า

แนวโน้มค่าเงินบาท (1)

แนวโน้มค่าเงินบาท (1)

เรื่องของค่าเงินนั้น ปัจจุบันมีการพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะความกังวลว่าเงินบาทจะแข็งค่ามากเกินไปทำให้การส่งออกได้รับผลกระทบและมีการเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ช่วยดูแลมิให้เงินบาทแข็งค่าเกินกว่า 31 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ ในขณะที่ธปท.ก็บอกว่า เงินบาทมิได้แข็งค่าเกินกว่าเงินสกุลอื่นๆ มากนัก และไม่สามารถรับปากได้ว่าจะเข้าไปแทรกแซงไม่ให้เงินบาทแข็งค่า เพราะหากทำเช่นนั้น ก็เสี่ยงต่อการถูกกระทรวงการคลังสหรัฐกล่าวหาได้ว่ามีการบิดเบือนอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อให้เกิดความได้เปรียบทางการค้า

Page 1 of 32123Next ›Last »