Home » Entries posted by ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ
เรื่องสืบเนื่องจากรถไฟฟ้า

เรื่องสืบเนื่องจากรถไฟฟ้า

ครั้งที่แล้ว ผมเขียนถึงรถไฟฟ้าว่าเป็นเทคโนโลยีที่จะพลิกผัน รถยนต์สันดาปภายใน (internal combustion engine หรือ ICE)ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน และเงื่อนไขสำคัญของการที่รถไฟฟ้าจะเข้ามาตีตลาดรถ ICE ภายใน 20 ปีข้างหน้า คือแบตเตอร์รี่ ที่มีความจุไฟสูง น้ำหนักเบา และต้นทุนการผลิตต่ำ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้เร็วที่สุดอีกประมาณ 5 ปีข้างหน้า

รถไฟฟ้า

รถไฟฟ้า

ผมได้เคยเขียนเกี่ยวกับรถไฟฟ้า (electric vehicle) หรือ อีวี มาก่อนหน้าแล้วว่า เป็นเรื่องของเทคโนโลยีพลิกผัน (disruptive technology)

ความเสี่ยงจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด

ความเสี่ยงจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด

นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของประธานาธิบดีทรัมพ์ สร้างความกังวลอย่างแพร่หลาย จึงเป็นข่าวออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง มีหลายประเด็น และมีการพูดถึงตัวเลขหลายๆ ตัวเลขทำให้เกิดความสับสนได้อย่างมาก และเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากจริงๆ ผมจึงขอพยายามสรุปประเด็นที่น่าห่วง สำหรับเศรษฐกิจโลก ดังต่อไปนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์บอกว่า “trade wars are easy to win” และประธานาธิบดีทรัมป์มองว่า หากเก็บภาษีศุลกากร สินค้านำเข้าก็จะทำให้ต้องหันมาผลิตในประเทศสหรัฐ ซึ่งจะเป็นการสร้างงานและสร้างความมั่งคั่งให้กับเศรษฐกิจสหรัฐ แต่ในความเป็นจริงนั้น หากสหรัฐเก็บภาษีศุลกากรกับสินค้านำเข้าจากประเทศนาฟต้า(แคนาดา และเม็กซิโก) จากสหภาพยุโรป (รถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์) และจากประเทศจีน (ทั้งหมด 5 แสนล้าน) ตามที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ขู่เอาไว้ ก็ย่อมจะทำให้ประเทศคู่ค้าต้องตอบโต้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้(เพราะสหรัฐทำผิดกฎเกณฑ์การค้าโลก และสร้างกระแสทางการเมืองให้ต้องตอบโต้) หมายความว่าการกีดกันการค้าจะครอบคลุมการค้าของประเทศใหญ่ๆ ของโลกทั้งหมด (รวมถึงญี่ปุ่นด้วย เพราะส่งออกรถยนต์ไปสหรัฐเป็นจำนวนมาก) กล่าวคือ ประเทศสหรัฐ สหภาพยุโรป จีน ญี่ปุ่น แคนาดา และเม็กซิโก มี จีดีพี มูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 60% ของจีดีพีโลก ที่สำคัญคือการกีดกันการค้า ส่งผลต่อเศรษฐกิจในเชิงลบ 3 ประการคือ 1.เป็นการขึ้นภาษี (ศุลกากร) ซึ่งย่อมเป็นผลเสียต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 2.ลดประสิทธิภาพ ทางเศรษฐกิจ เพราะการขึ้นภาษีศุลกากรทำให้ต้องเปลี่ยนจากการซื้อสินค้าที่ราคาถูกและคุณภาพดีที่สุดไปอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งผลิตสินค้าเดียวกันได้ในราคาที่แพงกว่า [...]

การตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย

การตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย

ครั้งที่แล้ว ผมเขียนถึงการปรับขึ้นของดอกเบี้ยนโยบายในเชิงวิชาการ แต่บางคนอาจอยากรู้ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)จะปรับดอกเบี้ยขึ้นเมื่อไรและจะปรับขึ้นมากน้อยเพียงใด อยากรู้ว่า กนง คิดอย่างไร และจะตัดสินใจอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ เป็นการพยายามเดาใจของ กนง. มากกว่า ซึ่งเป็นหน้าที่ของนักวิเคราะห์ที่จะต้องพยายามคาดการณ์ทิศทางของดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งมีผลต่อดอกเบี้ยอื่น ๆ และ ต่ออัตราแลกเปลี่ยนตลอดจนเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ให้สัมภาษณ์กับ นสพ. กรุงเทพธุรกิจ ไปแล้วเมื่อวันที่ 6 ก.ค. ว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายนั้นจะขึ้นอยู่กับ 4 ปัจจัย คือ เงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น : ปัจจัยนี้เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด กล่าวคือ หากเงินเฟ้อ (ทั้งพื้นฐาน และ ทั่วไป)ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอีก 3-4 เดือน อย่างชัดเจน ก็น่าจะเป็นเหตุให้ กนง. เริ่มปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นในไตรมาส 4 ของปีนี้ และหาก กนง. เชื่อว่า เงินเฟ้อน่าจะขยับตัวไปอยู่ที่ 1.5% ในอีก 18-24 เดือน ข้างหน้า ก็คงเห็นว่าดอกเบี้ยนโยบายที่ประมาณ 2.5% (จาก1.5% [...]

ดอกเบี้ยนโยบายจะเริ่มปรับตัวสูงขึ้นในปีนี้?

ดอกเบี้ยนโยบายจะเริ่มปรับตัวสูงขึ้นในปีนี้?

หลังจากที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงถึง 4.8% ในไตรมาส 1 และธนาคารแห่งประเทศไทย ประเมินว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่องในเดือน พ.ค.และมิ.ย.ประกอบกับการเร่งตัวของเงินเฟ้อ (โดยเงินเฟ้อในเดือน มิ.ย.สูงเพิ่มขึ้นเป็น 1.38%) ก็ทำให้นักวิเคราะห์บางสำนักเริ่มคาดการณ์ว่า ธปท. โดยคณะกรรมการนโยบายการเงินจะเริ่มปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นในปีนี้ 1-2 ครั้ง จากระดับ 1.5% ในขณะนี้

การกีดกันทางการค้าที่จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น (2)

การกีดกันทางการค้าที่จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น (2)

ครั้งที่แล้วผมเขียนถึงนโยบายการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์ ว่าตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง โดยเข้าใจว่าการขาดดุลการค้าของสหรัฐเป็นเพราะสหรัฐถูกเอาเปรียบ แม้ว่าในความเป็นจริงนั้นสหรัฐได้เปรียบในทุกด้าน แต่ที่สำคัญคือ หนึ่ง ทรัมป์ข่มขู่ว่าจะเพิ่มมาตรการกีดกันการค้ากับเกือบทุกประเทศในโลก และประเทศดังกล่าวก็จำต้องตอบโต้ (เพราะไม่มีทางเลือกในเชิงของเศรษฐกิจการเมือง) และ สอง แนวทางของทรัมป์กำลังทำลายโครงสร้างการผลิตของโลก ที่ได้รับอานิสงค์อย่างจากโลกาภิวัติ มายาวนานร่วม 40 ปี ภายใต้การนำของสหรัฐเอง

การกีดกันการค้าที่จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น (1)

การกีดกันการค้าที่จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น (1)

การแสดงท่าทีที่ไม่เป็นมิตรทางการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์นั้น นับวันจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น และครอบคลุมทุกประเทศหลักของโลกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นจีน สหภาพยุโรป แคนาดา เม็กซิโก ญี่ปุ่น อินเดีย ฯลฯ

เศรษฐกิจไทยโต 4.8% แต่ทำไมยังไม่รู้สึก “ดี”(2)

เศรษฐกิจไทยโต 4.8% แต่ทำไมยังไม่รู้สึก “ดี”(2)

ครั้งนี้ ผมขออ้างอิงบทวิเคราะห์ที่เผยแพร่โดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ้งภากรณ์ 2 บทความ กล่าวคือ

เศรษฐกิจโต 4.8% แต่ทำไมยังไม่รู้สึก “ดี” ?(1)

เศรษฐกิจโต 4.8% แต่ทำไมยังไม่รู้สึก “ดี” ?(1)

การถกเถียงกันอยู่ในระดับหนึ่งว่า เศรษฐกิจไทยตอนนี้ขยายตัวได้ “ดี” มากน้อยเพียงใด ภาครัฐยืนยันตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ 4.8% ในไตรมาสแรก (ใครพูดเป็นอย่างอื่น ย่อมบิดเบือนข้อมูลและทำผิดกฎหมาย) ซึ่งผมก็เชื่อว่าเป็นตัวเลขจริง แต่เราต้องเข้าใจร่วมกันว่า การที่ จีดีพี โต 4.8% นั้น แปลว่า การผลิตสินค้าและบริการ (ในเชิงของปริมาณ) นั้น เพิ่มขึ้น 4.8% จริงในไตรมาสที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ในปี 2017 ซึ่งในช่วงที่ผ่านมานั้น ปรากฏว่า ส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง (กว่าครึ่งหนึ่งของ 4.8%) มาจากการเพิ่มขึ้นของสต๊อกสินค้า และสต๊อกสินค้าบางส่วนที่เพิ่มขึ้น เช่น ยางพารานั้น เป็นสินค้าที่ราคาไม่ดี ขายของไม่ได้ จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าพอใจ แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มขึ้นของ จีดีพี

อายุสุขภาพที่ยืนยาว (2)

อายุสุขภาพที่ยืนยาว (2)

ครั้งที่แล้วผมเขียนถึง Health Adjusted Life Expectancy (HALE) หรือความยืนยาวของอายุในเชิงของสุขภาพที่ดีซึ่งแตกต่างจาก (ต่ำกว่า) Life Expectancy หรือความอายุยืน โดยสรุปได้ว่ามนุษย์อายุยืนมากขึ้น และ HALE ก็เพิ่มขึ้นด้วย

Page 1 of 28123Next ›Last »