Home » Entries posted by ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ
ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน (2)

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน (2)

ครั้งที่แล้วผมเกริ่นถึงอดีตเมื่อกว่า 10 ปีมาแล้ว ที่ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนนั้น มีความใกล้ชิดกลมเกลียวกันอย่างมากจนมีการบัญญัติคำศัพท์ใหม่เพื่อสะท้อนความใกล้ชิดดังกล่าวคือคำว่า Chimerica ซึ่งแปลในเชิงปฏิบัติว่า จีนขายสินค้าให้สหรัฐจนสหรัฐขาดดุลการค้ากับจีนปีละหลายแสนล้านเหรียญ แต่จีนก็นำเอาเงินที่ได้มาจากการขายสินค้าให้กับสหรัฐมาซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเพื่อให้ดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐลดลง และผันเงินดอลลาร์กลับไปให้สหรัฐสามารถใช้จ่ายเกินตัวต่อเนื่องอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน (1)

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน (1)

ปัจจุบันนักลงทุนจะมีความกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนในกรอบที่แคบ กล่าวคือจะพยายามคาดการณ์ว่าสหรัฐจะเก็บภาษีศุลกากรสินค้าที่นำเข้าจากจีนมากขึ้นกว่า 250,000 ล้านเหรียญที่เก็บอยู่แล้วหรือไม่ หรือจะเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้าจากจีนทั้งหมดกว่า 500,000 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนั้นก็จะให้ความสำคัญกับการตอบโต้ของจีน ตลอดจนผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม เพราะเศรษฐกิจสหรัฐกับจีนนั้นมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 1 และอันดับ 2 ของโลก โดยจีดีพีของสองประเทศรวมกับเท่ากับประมาณ 38% ของจีดีพีโลก ดังนั้นหากสองประเทศยักษ์ใหญ่ทำสงครามการค้ากัน ก็มีความเสี่ยงว่าจะกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความคืบหน้าเรื่อง EV กับ AV (3)EV กับ AV (3)

ความคืบหน้าเรื่อง EV กับ AV (3)EV กับ AV (3)

ครั้งที่แล้วผมเขียนถึงการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence หรือ AI) ในการใช้เป็นระบบขับและบังคับรถไฟฟ้าหรือ EV โดยวัตถุประสงค์เพื่อนำไปสู่การเป็นรถขับเองอย่างเต็มรูปแบบ (Autonomous vehicle หรือAV) และคาดการณ์ได้ว่าเมื่อพัฒนารถ AV ให้วิ่งบนถนนสาธารณะได้เป็นผลสำเร็จ ก็น่าจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกผันของการใช้รถยนต์ส่วนตัวจากการมีรถจอดที่บ้านละ 1-2 คัน มาเป็นการเช่าบริการขนส่งส่วนตัวหรือ ride-sharing เช่น Uber ซึ่งทุกบริษัทรถยนต์ขนาดใหญ่ในโลกและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีชั้นนำ เช่น Apple และ Alphabet (บริษัทแม่ของ Google) กำลังทุนพัฒนาค้นคว้าอย่างรีบเร่ง

ความคืบหน้าเรื่อง EV กับ AV (2)

ความคืบหน้าเรื่อง EV กับ AV (2)

ในตอนที่แล้วผมสรุปว่า เมื่อใดที่ราคาแบตเตอรี่ ลิเธียมไอออน (Lithium ion หรือ Li-ion) ราคาลดลงครึ่งหนึ่งจากราคาปัจจุบัน 208 เหรียญต่อ 1 kWh เหลือ 100 เหรียญต่อ 1 kWh ต้นทุนรวมในการใช้รถไฟฟ้า (Electric vehicle หรือ EV) จะต่ำกว่าต้นทุนรวมในการใช้รถสันดาปภายใน (รถ internal combustion engine หรือ ICE) เพรารถ EV นั้น ค่า “น้ำมัน” ถูกกว่ารถ ICE อยู่แล้ว และค่าบำรุงรักษาก็ต่ำกว่ารถ ICE อย่างมาก เพราะมีชิ้นส่วนที่สึกหรอเพียง 20 กว่าชิ้นหรือประมาณ 1/100 ของจำนวนชิ้นที่สึกหรอได้ของรถ ICE (เช่นรถ EV ไม่มีท่อไอเสีย ไม่ต้องเปลี่ยนหัวเทียน ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ไม่มีหัวฉีด ไม่มีหม้อน้ำ ไม่มีเกียร์ ฯลฯ) แต่การเปลี่ยนจากรถ ICE เป็นรถ EV นั้นจะมีผลต่อระบบการขนส่งอย่างกว้างขวาง เพราะรถ EV จะเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้เป็นรถขับเอง (self-driving vehicle หรือ autonomous vehicle, [...]

ความคืบหน้าของรถ EA, AV (1)

ความคืบหน้าของรถ EA, AV (1)

ประเทศไทยเริ่มมีรถยนต์ที่เรียกว่า Hybrid มาจำหน่ายมากขึ้น ซึ่งเป็นรถที่มีทั้งเครื่องยนต์สันดาปภายใน (internal combustion engine หรือ ICE) มอเตอร์ไฟฟ้าร่วมกันขับเคลื่อน แต่ก็ยังเป็นรถยนต์ระดับบนที่ราคาแพง จึงยังห่างไกลจากการที่เราจะได้เห็นรถไฟฟ้า 100% (electric vehicle หรือ EV) มาทดแทนรถ ICE ในเร็ววันนี้ แต่ผมก็ยังเชื่อว่าเราจะได้เห็นรถ ICE ถูกทดแทนด้วยรถ EV ภายในประมาณ 15-20 ปีข้างหน้านี้

แนวโน้มที่ไม่สู้ดีนัก ของเศรษฐกิจโลก (2)

แนวโน้มที่ไม่สู้ดีนัก ของเศรษฐกิจโลก (2)

ครั้งที่แล้ว ผมกล่าวถึงผลกระทบจากนโยบายกีดกันการค้า ซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกขยายตัวช้าลง และมีแนวโน้มจะรุนแรงอย่างต่อเนื่อง มิใช่เรื่องที่สหรัฐกับจีนจะ “ถอยกันคนละก้าว” ในเร็ววันนี้ แต่เรื่องนี้ตลาดคงจะรับรู้ไปมากแล้ว โดยล่าสุดสหรัฐข่มขู่ว่าหากจีนไม่ยอมยื่นข้อเสนอเพื่อตอบสนองความต้องการของสหรัฐ ฝ่ายสหรัฐก็จะเตรียมเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้าจากจีน ทั้งหมดมูลค่ากว่า 5 แสนล้านเหรียญต่อปี คำถามต่อไปคือ มีเรื่องอื่นๆ อีกหรือไม่ ที่ตลาดยังไม่ค่อยจะรับรู้ แต่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดเงินตลาดทุนและเศรษฐกิจโดยรวม อย่างมากในปีหน้า

แนวโน้มที่ไม่สู้ดีนักของเศรษฐกิจโลก (1)

แนวโน้มที่ไม่สู้ดีนักของเศรษฐกิจโลก (1)

เดือนต.ค.ที่กำลังจะหมดลง ถือว่ามีข่าวร้ายมากกว่าข่าวดีในเกือบทุกภูมิภาคของโลก โดยอาจมี “ข่าวดี” เพียงข่าวเดียวว่าสหรัฐมิได้เปิดประเด็นเศรษฐกิจอีกเรื่องหนึ่ง เพราะรายงานของกระทรวงการคลังสหรัฐนั้น ไม่ได้ระบุประเทศใดเป็นประเทศที่บิดเบือนอัตราแลกเปลี่ยน อย่างไรก็ดี รัฐมนตรีคลังสหรัฐออกมาส่งสัญญาณว่า อาจเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการกำหนดว่าประเทศใดบิดเบือนอัตราแลกเปลี่ยน โดยไม่ยึดโยงแต่เพียง 3 เงื่อนไขที่กำหนดเอาไว้อย่างชัดเจนในกฎหมาย

ปัจจัยพื้นฐานที่จะทำให้ดอกเบี้ยระยะยาวสหรัฐต้องปรับตัวสูงขึ้น

ปัจจัยพื้นฐานที่จะทำให้ดอกเบี้ยระยะยาวสหรัฐต้องปรับตัวสูงขึ้น

ในครั้งที่แล้วผมเขียนถึงการปรับตัวเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐว่า น่าจะต้องปรับเพิ่มขึ้นอีกจาก 2.00-2.25% ในขณะนี้เป็น 3.00-3.25% ในปลายปี 2019 นอกจากนั้น ผมก็ยังเชื่อว่า ดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐ (หรือผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี ของรัฐบาลสหรัฐ) ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 3.23% ก็อาจจะปรับตัวสูงขึ้นอีกประมาณ 1% ดังนั้น ดอกเบี้ยระยะยาวที่ 4% หรือมากกว่าภายในปลายปี 2019 จึงไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลก และดอกเบี้ยระยะยาวนั้น น่าจะมีความสำคัญในเชิงเศรษฐกิจมากกว่าดอกเบี้ยนโยบาย เพราะเป็นดอกเบี้ยที่ใช้เป็นบรรทัดฐานข้นต่ำในการออกพันธบัตรของเอกชนเป็นต้นทุนของนโยบายการคลัง และการกู้ยืมระยะยาวของประชาชน เพื่อที่อยู่อาศัย และสินค้าคงทน นอกจากนั้น ดอกเบี้ยระยะยาวของไทยยังมีความสัมพันธ์ทางสถิติสูงกับดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐ กล่าวคือ Correlationเท่ากับ 85% ดังนั้น เมื่อดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้น ดอกเบี้ยระยะยาวของไทยก็คงจะต้องปรับตัวเพิ่มขึ้นพร้อมกันไปด้วย แต่ก็ไม่จำเป็นว่าดอกเบี้ยสหรัฐปรับเพิ่มขึ้นไป 1% ดอกเบี้ยไทยก็จะต้องปรับตัวเพิ่มขึ้นในระดับเดียวกัน แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยปรับหรือไม่ปรับดอกเบี้ยนโยบายของไทยก็ตาม

การปรับขึ้นของดอกเบี้ย

การปรับขึ้นของดอกเบี้ย

เวลาพูดถึงดอกเบี้ย เรามักจะนึกถึงการปรับขึ้นของดอกเบี้ยนโยบาย เช่น ธนาคารกลางสหรัฐปรับดอกเบี้ยขึ้นล่าสุด ในเดือน ก.ย.อีก 0.25% ไปอยู่ที่ 2.00-2.25% ในขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 1.5% และธนาคารแห่งประเทศไทยส่งสัญญาณว่า ควรหาจังหวะปรับดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการคาดการณ์กันว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งต่อไปในเดือน พ.ย. หรือในการประชุมครั้งสุดท้ายของปีในวันที่ 19 ธ.ค. ซึ่งตรงกับวันประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐพอดี ทั้งนี้ตลาดคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ในวันดังกล่าว และเสียงส่วนใหญ่ของคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐเองก็ยังคาดการณ์ต่อไปอีกว่า จะต้องปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นไปอีก 3 ครั้งในปีหน้า แปลว่า จากวันนี้ถึงปลายปีหน้า ดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐมีแนวโน้มว่าจะปรับเพิ่มขึ้นไปอีก 1% หรือไปอยู่ที่3.00-3.25% ในปลายปี 2019

การทำตัวให้อายุยืน

การทำตัวให้อายุยืน

ครั้งที่แล้ว ผมกล่าวถึง ผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดยการนำเอาข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของนางพยาบาล 78,865 คน และบุคลากรรวมด้านสาธารณะสุข 44,354 คน ที่เก็บเอาไว้ในช่วงเวลานานถึง34 ปี สำหรับกลุ่มแรก และ 27 ปี สำหรับกลุ่มที่สองมา เป็นผลสรุปว่าการปฏิบัติตามกฎ 5 ข้อ ให้ประโยชน์อย่างมากดังนี้

Page 1 of 30123Next ›Last »