Home » Entries posted by ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร (Page 2)
อยู่แล้วรวย

อยู่แล้วรวย

ผมเป็นคนที่ชอบอ่าน Quote หรือคำพูดของคนดัง ๆ ของโลกทั้งในอดีตและปัจจุบัน  เพราะคำพูดเหล่านั้นมักจะมีความหมายที่ดีและให้ข้อคิดที่เราสามารถนำไปใช้ได้  นอกจากคำพูดของคนดังแล้ว  ผมก็ยังชอบคำคมที่มีคนเอามาเขียนแสดงให้คนอ่านโดยไม่ได้บอกว่าใครเป็นคนพูดเพราะมันอาจจะไม่โดดเด่นพอและจริง ๆ  ก็ไม่มีคนรู้ว่าใครเป็นคนพูดคนแรก  คำเหล่านั้นมักถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายรวมถึงที่ติดไว้ท้ายรถบรรทุกและในบ้าน   คำ ๆ  หนึ่งที่ผมเจออยู่บ่อย ๆ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนักก็คือคำว่า  “บ้านนี้ดี  อยู่แล้วรวย” เพราะผมคิดว่านี่ก็เขียนไปเพื่อที่จะทำให้คนอยู่สบายใจโดยที่ความเป็นจริงนั้นคงไม่ได้เกี่ยวกับป้ายหรือคำพูดนี้  เพราะคนที่อยู่บ้านนี้ถ้าไม่ได้ทำงานหรือลงทุนอย่างฉลาดและขยันขันแข็งเขาก็คงไม่รวยเพราะอาศัยอยู่บ้านหลังนี้  มันไม่เกี่ยวกัน

การเมืองกับตลาดหุ้น

การเมืองกับตลาดหุ้น

สองสามวันที่ผ่านมาเราได้เห็นข่าวการเมืองที่คนทั่วประเทศต่างก็จับตามองและรู้สึกตื่นเต้นกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นและจบลงในเวลาอันสั้น  เหตุผลที่เราตื่นเต้นนั้นเนื่องจากมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและอาจจะมีผลต่อการแข่งขันในการเลือกตั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้าหลังจากที่ประเทศไทยห่างเหินจากการเลือกตั้งมานาน  อย่างไรก็ตาม  ตลาดหุ้นดูเหมือนว่าจะไม่ได้ถูกกระทบอะไรนัก  ดัชนีตลาดเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในช่วงปิดตลาด  และนี่ก็อาจจะเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผลกระทบจากการเมืองในประเทศไทยส่วนใหญ่แล้วก็ไม่ได้มีผลกระทบรุนแรงต่อตลาดหุ้นแม้ว่าในทางการเมืองแล้วถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญหรือรุนแรงหรือน่ากลัวก็ตาม

บทเรียนที่ไม่จำ

บทเรียนที่ไม่จำ

“Insanity is doing the same thing over and over again and expecting different results” นั่นเป็นคำพูดที่คนชอบอ้างว่าเป็นของอัลเบิร์ท ไอสไตน์ แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานชัดเจน  ความหมายก็คือ  “เป็นเรื่องไร้เหตุผลมากที่เราจะทำสิ่งเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าและหวังว่ามันจะได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไปจากเดิม”  ถ้าจะอธิบายเพิ่มเติมก็คือ  ถ้าคุณต้องการผลลัพธ์ใหม่  คุณก็ต้องทำแบบใหม่  ทำแบบเดิมก็จะได้ผลลัพธ์แบบเดิม  อย่าไปหวังว่ามันจะได้ผลลัพธ์ใหม่  ในทางวิทยาศาสตร์นั้น  นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นร้อยเปอร์เซ็นต์  แต่ในทางสังคมศาสตร์หรือในทางเศรษฐศาสตร์แล้วมันไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์  บางครั้งการทำแบบเดิมแต่อาจจะได้ผลลัพธ์ใหม่  เช่น  เคยเล่นหุ้นสั้น ๆ  รายวันแบบเก็งกำไรบางทีหรือบางช่วงก็ขาดทุน  แต่บางครั้งหรือบางช่วงก็กำไร  อย่างไรก็ตาม  ในระยะยาวถ้าเราทำซ้ำ ๆ  สุดท้ายเราก็จะต้องขาดทุน  คำถามก็คือ  ทำไมนักลงทุนหรือคนเล่นหุ้นก็ยังชอบเล่นเก็งกำไรแบบสั้น ๆ  วันต่อวัน?  เล่นมาแล้วเป็นสิบ ๆ  ปีก็มีและส่วนใหญ่ก็ขาดทุนมาตลอด  แต่เขาก็ยังหวังว่าเขาก็จะได้กำไรจากการทำแบบเดิม

วิกฤติอากาศ

ผมเพิ่งกลับจากการพูดในการสัมมนาเกี่ยวกับการลงทุนแบบ VI ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย  และก็แน่นอนว่าผมได้มีโอกาสท่องเที่ยวเล็ก ๆ  น้อยในเมืองหลวงแห่งนี้  ภาพทั่ว ๆ  ไปของ KL ในความรู้สึกของผมก็คือ  มันเป็นเมืองที่ถูกออกแบบมาค่อนข้างดี  อานิสงค์จากการที่อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษในยุคล่าอาณานิคม  ถนนหนทางมีมากซึ่งทำให้รถไม่ค่อยติดยกเว้นบางจุดใจกลางเมือง  ตึกรามเก่าที่มีศิลปะเฉพาะมีกระจายไปทั่วเมืองควบคู่ไปกับตึกระฟ้าที่ทันสมัย  สถานที่ท่องเที่ยวสำหรับประชาชนที่รัฐสร้างขึ้นเช่น “สวนนกแบบเปิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก”  ที่ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนในช่วงสั้น ๆ  นั้น  ดูดีและห่างจากใจกลางเมืองแค่รถวิ่ง 15 นาที  ดูเหมือนว่ารอบ ๆ  เมือง KL นั้น  ยังมีต้นไม้เต็มไปหมดคล้าย ๆ  กับ  “ป่า”  แต่ที่สำคัญที่ผมพยายามสังเกตหลังจากที่กรุงเทพต้องประสบกับปัญหาหมอกควันรุนแรงก็คือ  บนท้องฟ้าที่ดูสดใสเป็นสีฟ้าสลับกับเมฆสีขาวที่เห็นขอบเขตอย่างชัดเจน  เวลาเดินกลางแดดก็จะพบว่ามันร้อนเปรี้ยงเพราะไม่มีหมอกมาบดบัง  โดยรวมแล้วผมคิดว่า KL เป็นเมืองที่น่าอยู่และสมศักดิ์ศรีของการที่จะเป็นเมืองหลวงของประเทศที่ใกล้จะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว

ความเป็นไป(ไม่)ได้

ความเป็นไป(ไม่)ได้

นักลงทุนที่ดีนั้น  นอกจากวิชาความรู้ในด้านต่าง ๆ  แล้ว  วิชาความรู้ที่สำคัญมากอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของสถิติและความเป็นไปได้หรือ Probability  และความผันแปรหรือ Variation หรือความคลาดเคลื่อนจากสิ่งที่คาดการณ์   หลักทฤษฎีเกี่ยวกับการเงินและการลงทุนนั้น  ต่างก็อาศัยวิชาความรู้นี้เป็นอันมาก  เหตุผลก็เพราะเรื่องของการลงทุนนั้นมักจะเกี่ยวข้องกับการพยากรณ์อนาคตซึ่งมีความไม่แน่นอนสูงและโอกาสที่เหตุการณ์ในอนาคตจะออกมาแตกต่างจากที่คาดการณ์ไว้มีสูงมาก  การใช้หลักการทางสถิติโดยเฉพาะความน่าจะเป็นจะช่วยให้เรารู้ว่าโดยเฉลี่ยถ้าเราทำมันมากพอหรือตรวจสอบย้อนหลังมากพอ  ค่าของมันควรจะเป็นเท่าไรและโอกาสที่เหตุการณ์แต่ละครั้งจะแตกต่างกับสิ่งที่คาดการณ์นั้นจะมีมากหรือน้อยแค่ไหน

บทเรียนการลงทุนจากปี 2561

บทเรียนการลงทุนจากปี 2561

ในสงครามนั้นมีคำพูดสำคัญข้อหนึ่งก็คือ  “สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร”  เรื่องหุ้นเองนั้น  บ่อยครั้งก็มีการเปรียบเทียบกับสงครามเนื่องจากการลงทุนนั้นเป็น “กิจกรรมแห่งการต่อสู้” ที่รุนแรงคล้าย ๆ  กับสงคราม  ดังนั้น  ในแวดวงหุ้นเองคนก็มักจะพูดว่า  ตราบใดที่คุณยังลงทุนอยู่  เช่นยังถือพอร์ตลงทุนหุ้นจำนวนมากไว้หรือถือหุ้นบางตัวไว้  ก็จงอย่าคิดว่าคุณประสบความสำเร็จทำเงินมากมายแล้ว  เหตุผลก็เพราะว่า   พอร์ตและ/หรือหุ้นที่มีกำไรมหาศาลนั้น  อาจจะตกลงมาอย่างแรงจนกำไรหดหายหรือกลายเป็นขาดทุนได้  ดังนั้น  จงอย่าชะล่าใจและเปิดตัวเองให้อยู่ในความเสี่ยงที่สูงกว่าที่ควรจะเป็น  การลงทุนในหุ้นนั้น  เราควรที่จะ  “ถ่อมตน”  อยู่เสมอตราบที่เรายังคงลงทุนอยู่  และนี่ก็คือบทเรียนแรกที่ผมคิดว่าเราน่าจะได้จากการลงทุนในช่วงปี 2561 ที่ VI จำนวนมากรวมถึง  “เซียนหุ้น”  ขาดทุนหรือมูลค่าพอร์ตลดลงมามากแทบจะเป็น  “หายนะ”

อาชีพน่าเบื่อกับ VI

อาชีพน่าเบื่อกับ VI

ทุกสิ้นปีหรือต้นปีใหม่ของทุกปีผมจะต้อง  “ทบทวน” ผลงานและกิจกรรมทางการลงทุนของผมว่าเป็นอย่างไร  เหตุผลนั้น  นอกจากจะต้องทำบันทึกเพื่อเอาไว้เขียนหนังสือแล้ว  ยังเป็นการดูว่าเราได้ทำอะไรไปบ้างและมันถูกต้องหรือผิดพลาดอย่างไรเพื่อเก็บไว้เป็น  “บทเรียน”  สำหรับอนาคต

หมีน้อยปี 61

หมีน้อยปี 61

ปี 2561 ซึ่งกำลังสิ้นสุดในไม่กี่วันนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นปีที่ไม่ดีนักมองจากภาพรวมของตลาดหลักทรัพย์  เพราะดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือ SET Index จนถึงวันที่ 21 ธันวาคม 2561 ปิดที่ 1595 จุด ลดลงจากสิ้นปีที่แล้วที่ 1754 จุดหรือลดลงประมาณ 9%  แต่นี่ก็ไม่ได้ดูเลวร้ายอะไรมากนัก  เพราะตลาดหุ้นไทยดีติดต่อกันมา 2 ปีแล้ว  คือปี 2559 ดัชนีปรับขึ้นถึง 19.8% และปี 60 ปรับขึ้นอีก 13.7%   ดังนั้น  การปรับตัวลงประมาณ 9% จึงเป็นเรื่อง “ธรรมดา”  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกในปีนี้ก็ล้วนแต่ปรับตัวลง  ดูเหมือนว่ามากกว่าตลาดหุ้นไทยด้วยซ้ำ  อย่างไรก็ตาม  ถ้ามองลึกลงไปในหุ้นแต่ละกลุ่ม  ภาพนี้ก็อาจจะเปลี่ยนไปมาก  ดูเหมือนว่าการปรับตัวลดลงในรอบนี้ของตลาดหุ้นไทยจะไม่เป็นไปแบบกระจายไปอย่างสม่ำเสมอ  ลักษณะที่มี “การกระจุกตัว” ของการตกลงมาของหุ้นบางกลุ่มนั้นสูงมากจนน่าจะเรียกได้ว่ามันเป็น “ตลาดหมี” หรือเกิดอาการ Panic หรือการตกใจขายหุ้นอย่างตื่นตระหนกในหุ้นกลุ่มนั้น  ลองมาดูกันว่าหุ้นแต่ละกลุ่มมีผลงานกันอย่างไร

อวสานของหุ้น IPO

อวสานของหุ้น IPO

หุ้นที่ขายให้กับประชาชนทั่วไปและเข้าจดทะเบียนเพื่อซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เป็นครั้งแรกหรือที่เรียกกันว่าหุ้น IPO นั้น  ในแง่ของนักลงทุนแล้วก็เป็นหุ้นหรือหลักทรัพย์เล็กที่สุดกลุ่มหนึ่ง  เหตุผลเพราะว่ามันมีน้อยมากและมักจะเป็นหุ้นขนาดเล็กเป็นส่วนใหญ่  นักลงทุนที่จริงจังและโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็น VI พันธุ์แท้ที่มุ่งมั่นมักจะไม่ค่อยสนใจหรือเข้าไปซื้อขายในตลาดหุ้น  อย่างมากที่จะทำก็คือการจองซื้อหุ้น IPO  หรือหุ้นออกใหม่ถ้าได้รับสิทธิที่จะจอง  และก็มักจะขายค่อนข้างเร็วหลังจากที่หุ้นเข้าตลาด  หุ้น IPO นั้น  ในความคิดของเขาก็คือหุ้นที่มักจะ  Overpriced หรือตั้งราคาสูงเกินพื้นฐานหรือไม่ก็ตามราคาพื้นฐาน  หุ้นที่ตั้งราคาต่ำกว่าพื้นฐานถ้าจะมีบ้างก็เป็นเพราะบริษัทที่ปรึกษาตั้งราคา “ผิดพลาด”  ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นน้อย  ในสิบบริษัทก็อาจจะมีอย่างมากแค่ 3-4 บริษัทเท่านั้น  ดังนั้น  ถ้าเราเข้าไปซื้อ  โอกาสที่จะถือหุ้นยาวแล้วได้กำไรก็น่าจะน้อยมาก  แต่ในระยะสั้น ๆ  ในช่วงแรกที่หุ้นเข้าซื้อขายในตลาด  ราคาหุ้นอาจจะขึ้นไปเยอะมากโดยเฉพาะในยามที่ตลาดหุ้นกำลังบูมและกลุ่มหุ้น IPO กำลังร้อนแรงถึงขีดสุด  เหตุผลก็เพราะว่าหุ้น IPO นั้นเป็นตัวแทนหรือเป็นสัญลักษณ์ที่รุนแรงที่สุดของการ  “เก็งกำไร” ในตลาดหุ้น

อวสานของนักลงทุนรายย่อย

อวสานของนักลงทุนรายย่อย

สัปดาห์ที่แล้วช่องทีวี “Money Channel” ของตลาดหลักทรัพย์ได้ประกาศปิดตัวลงอย่าง “กระทันหัน” หลังจากเปิดดำเนินการมา 13 ปี  วันที่เปิดตัวนั้นผมเองยังจำได้ว่าตนเองไปร่วมงานและเป็นสมาชิกคนหนึ่งที่เข้าไปร่วมทำรายการ  “Money Talk”  บรรยากาศในวันนั้นผมเองรู้สึกถึง  “พลัง” ของนักลงทุนรุ่นใหม่ที่เริ่มเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์  สถานีโทรทัศน์ที่เน้นแต่เรื่องการเงินการลงทุนเพียงอย่างเดียวนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีคนจำนวนมากต้องการดูต้องการศึกษาหาข้อมูล  ในเวลานั้นนักลงทุนส่วนบุคคลเองก็ยังไม่มากนักแต่ดูเหมือนว่าการเติบโตกำลังพุ่งขึ้น  การเปิดช่องสถานีทีวีน่าจะช่วยกระตุ้นให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนมากขึ้นและที่สำคัญเข้ามาลงทุนด้วยความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องขึ้น