Home » Entries posted by ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
อวสานของโมเดิร์นเทรด?

อวสานของโมเดิร์นเทรด?

เมื่อเร็ว ๆ นี้ บัฟเฟตต์ได้ขายหุ้นวอลมาร์ท  ห้างค้าปลีกอันดับหนึ่งของโลก  ที่เขาเข้าลงทุนมากว่า 10 ปีจนหมดหรือเกือบหมด  เขาเคยมีหุ้นวอลมาร์ทคิดเป็นเงินประมาณ 3 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือหนึ่งแสนล้านบาท  แต่ในระยะสองสามปีที่ผ่านมาเขาก็ได้ทยอยขายหุ้นออกไปเรื่อย ๆ  ซึ่งในช่วงเวลาใกล้เคียงกันเขาก็ได้ขายหุ้นเทสโก้ซึ่งเป็นห้างค้าปลีกอันดับสามของโลกออกไปหมดเช่นเดียวกันแม้ว่าการขายในครั้งนั้นอาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากปัญหาเรื่องของบรรษัทภิบาลก็ตาม    ถ้าจะวิเคราะห์ดู  บัฟเฟตต์น่าจะสรุปแล้วว่า  อนาคตของ Modern Trade หรือ  “ค้าปลีกสมัยใหม่”—สำหรับคนไทย  ที่บัฟเฟตต์เรียกว่า  “Traditional Trade”  หรือ  “ค้าปลีกดั้งเดิม”  นั้น  กำลังถึงกาล “อวสาน” หรือกำลังถดถอยลงเรื่อย ๆ    ปัญหาของ “ค้าปลีกดั้งเดิม”  ในสายตาบัฟเฟตต์ก็คือ  การเข้ามารุกของการ “ค้าปลีกสมัยใหม่”  คือ  E-commerce ที่ค้าขายผ่านระบบอินเตอร์เน็ตนำโดยบริษัทอะเมซอนที่สามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ  โดยที่วอลมาร์ทไม่สามารถต่อสู้ได้แม้จะพยายามนำระบบ E-commerce ของตนเองเข้าร่วมแข่งขันด้วยก็ตาม 

30 ปีในตลาดหุ้น

30 ปีในตลาดหุ้น

ผมเริ่ม “ลงทุน” หรือว่าที่จริงน่าจะเรียกว่า  “เล่นหุ้น” มาตั้งแต่ปี 2529-30 ซึ่งเป็นเวลาที่ผมเรียนจบปริญญาเอกทางด้านการเงินจากสหรัฐอเมริกาและกลับมาทำงานทางด้านการเงินที่อดีต “บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย” ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้เงินทุนระยะยาวให้กับโครงการอุตสาหกรรมในประเทศไทย และ “สนับสนุน” ให้เกิด “เงินทุนระยะยาว” ขึ้นในประเทศ  เช่น  Underwrite หรือรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  และจัดตั้ง “บริษัทจัดการกองทุนรวม”  แห่งแรกในประเทศไทย  เพื่อขายหน่วยลงทุนให้กับประชาชนและนำเงินนั้นมาซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์  ถ้าจะพูดก็คือ  บรรษัทเป็นสถาบัน “กึ่งรัฐ” ที่มีหน้าที่หรือบทบาทในการพัฒนา “ตลาดทุน” ซึ่งรวมถึงตลาดหุ้นหรือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วย  เพื่อที่จะช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศไทยที่ยังเป็นประเทศ  “เกษตรกรรม” ในช่วง 40-50 ปีก่อน

ดรามากับสถิติลงทุน

ดรามากับสถิติลงทุน

คนที่อยากจะประสบความสำเร็จระยะยาวในตลาดหุ้นอย่าง “ค่อนข้างแน่นอน” นั้น  ผมคิดว่าเขาควรจะต้องเข้าใจ “หลักสถิติ” บางอย่าง  เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ  เขาจะต้องเข้าใจว่าการลงทุนในตลาดหุ้นนั้น  ไม่มีอะไรที่จะให้ผลตอบแทน “แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์”  ความสำเร็จของการลงทุนนั้นนอกจากจะมาจากความสามารถในการเลือกหุ้นแล้ว  ยังขึ้นอยู่กับ  “ดวง”  ไม่น้อย  เช่น  คุณลงทุนช่วงไหน?  เลือกหุ้นแบบไหนหรือตัวไหนและช่วงนั้นหุ้นตัวที่เลือกกำลังอยู่ใน “กระแส”  หรือเปล่า  เป็นต้น  ดูไปก็อาจจะคล้าย ๆ  กับการแข่งขันฟุตบอลลีกระดับโลกที่ไม่ว่าทีมจะเก่งแค่ไหนก็อาจจะพ่ายแพ้ได้  หรือบางทีแม้ว่าทีมจะไม่ได้เก่งอะไรมากแต่ก็ชนะได้เช่นกัน  เพียงแต่ว่าทีมที่เก่งกว่าอาจจะมีโอกาสที่จะชนะสูงกว่าถ้าเล่นไปเรื่อย ๆ  หลาย  ๆ  ฤดูหรือหลาย ๆ  สิบปี

คอร์รับชั่นกับหุ้น

คอร์รับชั่นกับหุ้น

ข่าวคราวเกี่ยวกับการคอร์รับชั่นที่เกิดขึ้นกับบริษัทจดทะเบียนโดยเฉพาะที่เป็นรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ในช่วงนี้นั้น  ในสายตาของ VI เราควรจะมองอย่างไร  เลิกลงทุนในหุ้นที่เป็นข่าวหรือไม่?  ปรับการให้มูลค่าหุ้น?  หรือ  อยู่เฉย ๆ?   เหนือสิ่งอื่นใด  ข่าวทั้งหลายเป็นเรื่องของ “อดีต”  ปัจจุบันทุกอย่างอาจจะเปลี่ยนแปลงไปแล้ว  หรือไม่ก็  อนาคตก็คงไม่เป็นอย่างนั้นอีก   มาดูกัน

BE อันตราย

BE อันตราย

ช่วงเร็ว ๆ นี้มีข่าวทางการเงินและการลงทุนที่เป็น “สัญญาณอันตราย” ที่นักลงทุนจะต้องจับตามองนั่นก็คือ  “การเบี้ยวหนี้ BE” ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หลายบริษัทต่อเนื่องกัน  แม้ว่าขนาดของเม็ดเงินโดยรวมที่บริษัทผู้ออกตราสาร BE ที่ไม่สามารถชำระได้ตามกำหนดจะไม่สูงมาก  แต่การที่บริษัทเหล่านั้นเป็นบริษัทจดทะเบียนที่คนมักจะเชื่อว่ามีความเข้มแข็งทางการเงินมากกว่าบริษัทเอกชนโดยทั่วไป  อีกทั้งบริษัทที่เบี้ยวหนี้เองก็เป็นหุ้นจดทะเบียนที่มีนักลงทุนซื้อขายหุ้นอย่างคึกคัก  หลายบริษัทนั้นก่อนหน้านี้ก็เคยเป็นหุ้น “ขวัญใจ” ของนักลงทุนรายย่อยเนื่องจากราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นไปสูงลิ่วพร้อมกับปริมาณการซื้อขายมหาศาล  พูดง่าย ๆ  หุ้นเหล่านั้นบางตัวแทบจะเคยเป็น  “หุ้นแห่งอนาคต”  ของนักเล่นหุ้นทั้งรายย่อย  ขาใหญ่  หรือแม้แต่ “เซียน VI”   ดังนั้น  การที่อยู่ ๆ  บริษัทก็  “เน่า” เสียอย่างนั้น  จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตามองว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรและมันจะนำไปสู่ปัญหาหรือวิกฤติทางการเงินหรือไม่  แต่ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องนั้น  เรามาดูว่าอะไรคือ BE หรือ Bill of Exchange หรือที่เราใช้ภาษาไทยว่า “ตั๋วแลกเงิน”

พฤติกรรมชวนสงสัยในตลาดหุ้น

พฤติกรรมชวนสงสัยในตลาดหุ้น

การเป็นนักลงทุนแบบ “Focus” ที่เลือกหุ้นลงทุนเพียงไม่กี่ตัวและ “ถือยาว”  นั้น  เราจะต้องวิเคราะห์กิจการรวมถึงราคาของหุ้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน  หนึ่งในนั้นก็คือการดูผู้บริหารและเจ้าของว่ามีการบริหารงานอย่างไร  ในเรื่องของฝีมือหรือความสามารถในการทำงานนั้น  โดยปกติเราก็จะดูได้จากผลประกอบการย้อนหลังหลาย ๆ  ปีและผลงานการค้าขายสินค้าแข่งกับคู่แข่งในตลาดได้  แต่ในด้านของคุณสมบัติทางด้านความประพฤติซึ่งรวมถึงความซื่อสัตย์สุจริตนั้น  สิ่งที่เราจะต้องดูก็คือดูพฤติกรรมหรือการกระทำเป็นครั้ง ๆ ที่เขาทำในฐานะผู้บริหารที่บางเรื่องก็ต้องประกาศผ่านตลาดหลักทรัพย์

แต้มต่อของเจ้ามือหุ้น

แต้มต่อของเจ้ามือหุ้น

คนที่เคยเล่นไพ่  “ป๊อกเด้ง” หรือแม้แต่เกมการพนันอื่น ๆ   และเป็นคนที่เข้าใจหลักการทางสถิติและผลตอบแทนจากผลลัพธ์ที่ออกมาจากเกมการพนันก็จะเข้าใจว่า  ในเกม “การพนัน” นั้น  “เจ้ามือ”  จะมี “แต้มต่อ”  หรือมีความได้เปรียบ  “คนเล่น”  บางอย่างทาง “สถิติ”  นั่นก็คือ  ถ้าเกมการพนันนั้นดำเนินไปเรื่อย ๆ  บ่อย ๆ ครั้ง  เจ้ามือก็จะ  “กิน” หรือ “ได้เงิน” จากคนเล่น  ส่วนคนเล่นโดยเฉลี่ยแล้วก็จะ “ถูกกิน”  หรือเสียเงินให้กับเจ้ามือ   นี่ยังไม่นับค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียให้กับ “เจ้าของบ่อน” ที่เป็นคนจัดสถานที่และอุปกรณ์ต่าง ๆ  ที่ใช้ในการเล่นแต่ละครั้ง   แน่นอนว่าในการเล่นพนันแต่ละรอบนั้น  บางทีคนเล่นก็ได้กำไรกินเงินเจ้ามือ  บางครั้งบางช่วงก็กินติดต่อกันหลาย ๆ รอบจนเจ้ามือแทบจะหมดตัวหรือหมดตัวได้  อย่างไรก็ตาม  ถ้าเจ้ามือมีเงินมากพอที่จะเล่นไปได้เรื่อย ๆ  และคนเล่นก็พร้อมที่จะเล่นต่อไปเรื่อย ๆ    โอกาสก็เป็นไปได้ว่าเจ้ามือจะทำกำไรได้เสมอ

หุ้นกู้(ขยะ)

หุ้นกู้(ขยะ)

ผมเป็นคนที่ไม่สนใจและไม่เคยลงทุนในหุ้นกู้เลย  เหตุผลก็เพราะว่าผมคิดว่าผมสามารถลงทุนในตลาดหุ้นและได้ผลตอบแทนที่ดีเกิน 10% ต่อปีในระยะยาวตั้งแต่ 3-5 ปีขึ้นไปในขณะที่การลงทุนในหุ้นกู้ 3-5 ปีนั้นให้ผลตอบแทนไม่เกิน 5% ต่อปี  อย่างไรก็ตาม  “เงินของภรรยา” ซึ่งเป็น “เงินออม” และเป็นเงินที่ “ไม่พร้อมจะรับความเสี่ยง”   ที่ในอดีตเคยฝากประจำหรือออมทรัพย์ในธนาคารนั้น  ในขณะนี้ส่วนใหญ่กลับอยู่ในหุ้นกู้ของบริษัทจดทะเบียนที่ผมคิดว่ามั่นคงและให้ผลตอบแทนปีละประมาณ 3-5% สำหรับตราสารที่มีอายุ 3-10 ปี  การลงทุนในหุ้นกู้ของภรรยาผมนั้นต้องถือว่าเป็นที่น่าพอใจ  เพราะหลายปีที่ผ่านมานั้นได้ดอกเบี้ยครบถ้วนและมากกว่าการฝากเงินมาก   ผมเองเชื่อว่าคนที่ทำแบบนี้ในหลายปีที่ผ่านมาก็คงรู้สึกดีเช่นเดียวกัน  และนี่น่าจะเป็นเหตุผลที่ว่าในระยะหลังมีหุ้นกู้เอกชนของบริษัทจดทะเบียนออกมาขายมากมายและคนซื้อก็ตอบรับเป็นอย่างดี   อย่างไรก็ตาม  เมื่อผมมองดูแล้วก็อดวิตกไม่ได้ว่า  วันหนึ่งก็อาจจะมีคนที่จะต้องเสียหายจากการลงทุนเนื่องจากบางบริษัทอาจจะผิดนัดชำระหนี้เนื่องจากบริษัทไม่ได้มั่นคงอย่างที่คิด  ในขณะที่ผลตอบแทนที่ได้ก็ไม่ได้มากจนคุ้มค่าที่จะลงทุน  ว่าที่จริงช่วงเร็ว ๆ  นี้เราก็ได้เห็นการ “ผิดนัดชำระหนี้” เกิดขึ้นบ้างแล้ว

ห้างหุ้นส่วนบัฟเฟตต์

ห้างหุ้นส่วนบัฟเฟตต์

ประวัติการลงทุนในตลาดหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ ที่มุ่งมั่นจริงจังและเป็นการลงทุน  “เพื่อชีวิต” นั้นน่าจะเริ่มตั้งแต่เขาจัดตั้ง  “ห้างหุ้นส่วนบัฟเฟตต์” ที่รวบรวมเงินจากญาติสนิทมิตรสหายได้เงินมาประมาณหนึ่งแสนเหรียญในปี 1956 ขณะที่เขามีอายุเพียง 26 ปีและเป็นปีที่กองทุนของ เบน เกรแฮม ที่บัฟเฟตต์ทำงานอยู่ปิดตัวลงเนื่องจาก เบน เกรแฮม ตัดสินใจเกษียณ  และบัฟเฟตต์ตัดสินใจกลับบ้านเกิดที่โอมาฮา  ในเวลานั้นบัฟเฟตต์คงได้ตัดสินใจแล้วว่าจะก้าวเดินในสายของการลงทุนด้วยตัวเองแทนที่จะเกาะไปกับกองทุนของ เบน เกรแฮม ที่ได้เสนอให้บัฟเฟตต์รับช่วงเป็นหุ้นส่วนในบริษัทจัดการกองทุนต่อไป  เหตุการณ์หลังจากนั้น  ทุกอย่างของห้างหุ้นส่วนก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของ  “ตำนาน” ของวอเร็น บัฟเฟตต์  นักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกที่ยังมีชีวิตอยู่

เลือกหุ้น 3 มิติ

เลือกหุ้น 3 มิติ

นักลงทุนส่วนใหญ่นั้น  เวลาจะเลือกหุ้นลงทุน  พวกเขามักจะต้องพิจารณาดูว่าหุ้นตัวนั้นจะมีเรื่องราวหรือผลประกอบการดีอะไร ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในระยะสั้น ๆ  บางทีเป็นรายวันหรือรายเดือน  จำนวนมากดูว่าผลประกอบการรายไตรมาศที่กำลังจะประกาศนั้นรายได้และกำไรจะโตแค่ไหน   พวกเขาคิดว่าหุ้นจะขึ้นหรือลงขึ้นอยู่กับประเด็นเหล่านั้นมากที่สุด  นักลงทุน “ขาใหญ่” จำนวนมากนั้นต่างก็มักจะแสวงหาข้อมูล  “Inside” หรือข้อมูลเฉพาะจากผู้บริหารระดับสูงของบริษัท  ถ้ารู้ว่าผลประกอบการจะออกมาดีมาก  พวกเขาก็จะเข้ากวาดซื้อหุ้นจำนวนมากก่อนที่ผลประกอบการที่โดดเด่นจะออกมาจริง   ซึ่งก็มักจะส่งผลให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปสูงลิ่วและมีคนเข้ามา  “เล่น”  หรือซื้อขายกันอย่างหนัก   คนที่ซื้อหุ้นไว้ก่อนก็สามารถขายหุ้นทำกำไรอย่างงดงาม  ส่วนคนที่เข้ามาทีหลังนั้นมักจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่สูงลิ่ว  บางคนก็กำไรบ้าง  บางคนก็ขาดทุนบ้าง  บางคนขาดทุนอย่างหนัก  น้อยคนจะรวยด้วยวิธีนี้  และนี่ก็คือ “เกมการเล่นหุ้น” ที่นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่จะได้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยแล้วแย่มากในระยะยาว   แต่คนก็เล่นกัน  ดูเหมือนว่ามันจะเป็นความ “บันเทิง” ที่คนเล่นจะต้อง  “จ่ายตังค์” มันไม่ใช่การลงทุนที่จะ “ทำเงิน”

Page 1 of 39123Next ›Last »