Home » Entries posted by ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
พฤติกรรมชวนสงสัยในตลาดหุ้น

พฤติกรรมชวนสงสัยในตลาดหุ้น

การเป็นนักลงทุนแบบ “Focus” ที่เลือกหุ้นลงทุนเพียงไม่กี่ตัวและ “ถือยาว”  นั้น  เราจะต้องวิเคราะห์กิจการรวมถึงราคาของหุ้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน  หนึ่งในนั้นก็คือการดูผู้บริหารและเจ้าของว่ามีการบริหารงานอย่างไร  ในเรื่องของฝีมือหรือความสามารถในการทำงานนั้น  โดยปกติเราก็จะดูได้จากผลประกอบการย้อนหลังหลาย ๆ  ปีและผลงานการค้าขายสินค้าแข่งกับคู่แข่งในตลาดได้  แต่ในด้านของคุณสมบัติทางด้านความประพฤติซึ่งรวมถึงความซื่อสัตย์สุจริตนั้น  สิ่งที่เราจะต้องดูก็คือดูพฤติกรรมหรือการกระทำเป็นครั้ง ๆ ที่เขาทำในฐานะผู้บริหารที่บางเรื่องก็ต้องประกาศผ่านตลาดหลักทรัพย์

แต้มต่อของเจ้ามือหุ้น

แต้มต่อของเจ้ามือหุ้น

คนที่เคยเล่นไพ่  “ป๊อกเด้ง” หรือแม้แต่เกมการพนันอื่น ๆ   และเป็นคนที่เข้าใจหลักการทางสถิติและผลตอบแทนจากผลลัพธ์ที่ออกมาจากเกมการพนันก็จะเข้าใจว่า  ในเกม “การพนัน” นั้น  “เจ้ามือ”  จะมี “แต้มต่อ”  หรือมีความได้เปรียบ  “คนเล่น”  บางอย่างทาง “สถิติ”  นั่นก็คือ  ถ้าเกมการพนันนั้นดำเนินไปเรื่อย ๆ  บ่อย ๆ ครั้ง  เจ้ามือก็จะ  “กิน” หรือ “ได้เงิน” จากคนเล่น  ส่วนคนเล่นโดยเฉลี่ยแล้วก็จะ “ถูกกิน”  หรือเสียเงินให้กับเจ้ามือ   นี่ยังไม่นับค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียให้กับ “เจ้าของบ่อน” ที่เป็นคนจัดสถานที่และอุปกรณ์ต่าง ๆ  ที่ใช้ในการเล่นแต่ละครั้ง   แน่นอนว่าในการเล่นพนันแต่ละรอบนั้น  บางทีคนเล่นก็ได้กำไรกินเงินเจ้ามือ  บางครั้งบางช่วงก็กินติดต่อกันหลาย ๆ รอบจนเจ้ามือแทบจะหมดตัวหรือหมดตัวได้  อย่างไรก็ตาม  ถ้าเจ้ามือมีเงินมากพอที่จะเล่นไปได้เรื่อย ๆ  และคนเล่นก็พร้อมที่จะเล่นต่อไปเรื่อย ๆ    โอกาสก็เป็นไปได้ว่าเจ้ามือจะทำกำไรได้เสมอ

หุ้นกู้(ขยะ)

หุ้นกู้(ขยะ)

ผมเป็นคนที่ไม่สนใจและไม่เคยลงทุนในหุ้นกู้เลย  เหตุผลก็เพราะว่าผมคิดว่าผมสามารถลงทุนในตลาดหุ้นและได้ผลตอบแทนที่ดีเกิน 10% ต่อปีในระยะยาวตั้งแต่ 3-5 ปีขึ้นไปในขณะที่การลงทุนในหุ้นกู้ 3-5 ปีนั้นให้ผลตอบแทนไม่เกิน 5% ต่อปี  อย่างไรก็ตาม  “เงินของภรรยา” ซึ่งเป็น “เงินออม” และเป็นเงินที่ “ไม่พร้อมจะรับความเสี่ยง”   ที่ในอดีตเคยฝากประจำหรือออมทรัพย์ในธนาคารนั้น  ในขณะนี้ส่วนใหญ่กลับอยู่ในหุ้นกู้ของบริษัทจดทะเบียนที่ผมคิดว่ามั่นคงและให้ผลตอบแทนปีละประมาณ 3-5% สำหรับตราสารที่มีอายุ 3-10 ปี  การลงทุนในหุ้นกู้ของภรรยาผมนั้นต้องถือว่าเป็นที่น่าพอใจ  เพราะหลายปีที่ผ่านมานั้นได้ดอกเบี้ยครบถ้วนและมากกว่าการฝากเงินมาก   ผมเองเชื่อว่าคนที่ทำแบบนี้ในหลายปีที่ผ่านมาก็คงรู้สึกดีเช่นเดียวกัน  และนี่น่าจะเป็นเหตุผลที่ว่าในระยะหลังมีหุ้นกู้เอกชนของบริษัทจดทะเบียนออกมาขายมากมายและคนซื้อก็ตอบรับเป็นอย่างดี   อย่างไรก็ตาม  เมื่อผมมองดูแล้วก็อดวิตกไม่ได้ว่า  วันหนึ่งก็อาจจะมีคนที่จะต้องเสียหายจากการลงทุนเนื่องจากบางบริษัทอาจจะผิดนัดชำระหนี้เนื่องจากบริษัทไม่ได้มั่นคงอย่างที่คิด  ในขณะที่ผลตอบแทนที่ได้ก็ไม่ได้มากจนคุ้มค่าที่จะลงทุน  ว่าที่จริงช่วงเร็ว ๆ  นี้เราก็ได้เห็นการ “ผิดนัดชำระหนี้” เกิดขึ้นบ้างแล้ว

ห้างหุ้นส่วนบัฟเฟตต์

ห้างหุ้นส่วนบัฟเฟตต์

ประวัติการลงทุนในตลาดหุ้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ ที่มุ่งมั่นจริงจังและเป็นการลงทุน  “เพื่อชีวิต” นั้นน่าจะเริ่มตั้งแต่เขาจัดตั้ง  “ห้างหุ้นส่วนบัฟเฟตต์” ที่รวบรวมเงินจากญาติสนิทมิตรสหายได้เงินมาประมาณหนึ่งแสนเหรียญในปี 1956 ขณะที่เขามีอายุเพียง 26 ปีและเป็นปีที่กองทุนของ เบน เกรแฮม ที่บัฟเฟตต์ทำงานอยู่ปิดตัวลงเนื่องจาก เบน เกรแฮม ตัดสินใจเกษียณ  และบัฟเฟตต์ตัดสินใจกลับบ้านเกิดที่โอมาฮา  ในเวลานั้นบัฟเฟตต์คงได้ตัดสินใจแล้วว่าจะก้าวเดินในสายของการลงทุนด้วยตัวเองแทนที่จะเกาะไปกับกองทุนของ เบน เกรแฮม ที่ได้เสนอให้บัฟเฟตต์รับช่วงเป็นหุ้นส่วนในบริษัทจัดการกองทุนต่อไป  เหตุการณ์หลังจากนั้น  ทุกอย่างของห้างหุ้นส่วนก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของ  “ตำนาน” ของวอเร็น บัฟเฟตต์  นักลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกที่ยังมีชีวิตอยู่

เลือกหุ้น 3 มิติ

เลือกหุ้น 3 มิติ

นักลงทุนส่วนใหญ่นั้น  เวลาจะเลือกหุ้นลงทุน  พวกเขามักจะต้องพิจารณาดูว่าหุ้นตัวนั้นจะมีเรื่องราวหรือผลประกอบการดีอะไร ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในระยะสั้น ๆ  บางทีเป็นรายวันหรือรายเดือน  จำนวนมากดูว่าผลประกอบการรายไตรมาศที่กำลังจะประกาศนั้นรายได้และกำไรจะโตแค่ไหน   พวกเขาคิดว่าหุ้นจะขึ้นหรือลงขึ้นอยู่กับประเด็นเหล่านั้นมากที่สุด  นักลงทุน “ขาใหญ่” จำนวนมากนั้นต่างก็มักจะแสวงหาข้อมูล  “Inside” หรือข้อมูลเฉพาะจากผู้บริหารระดับสูงของบริษัท  ถ้ารู้ว่าผลประกอบการจะออกมาดีมาก  พวกเขาก็จะเข้ากวาดซื้อหุ้นจำนวนมากก่อนที่ผลประกอบการที่โดดเด่นจะออกมาจริง   ซึ่งก็มักจะส่งผลให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปสูงลิ่วและมีคนเข้ามา  “เล่น”  หรือซื้อขายกันอย่างหนัก   คนที่ซื้อหุ้นไว้ก่อนก็สามารถขายหุ้นทำกำไรอย่างงดงาม  ส่วนคนที่เข้ามาทีหลังนั้นมักจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่สูงลิ่ว  บางคนก็กำไรบ้าง  บางคนก็ขาดทุนบ้าง  บางคนขาดทุนอย่างหนัก  น้อยคนจะรวยด้วยวิธีนี้  และนี่ก็คือ “เกมการเล่นหุ้น” ที่นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่จะได้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยแล้วแย่มากในระยะยาว   แต่คนก็เล่นกัน  ดูเหมือนว่ามันจะเป็นความ “บันเทิง” ที่คนเล่นจะต้อง  “จ่ายตังค์” มันไม่ใช่การลงทุนที่จะ “ทำเงิน”

VI หลายยุค

VI หลายยุค

แนวความคิดการลงทุนแบบ Value Investments ในตลาดหุ้นไทยนั้นน่าจะดำเนินมากว่า 20 ปีแล้ว  ผมเองยังจำได้ว่าผมเริ่มแนวทางการลงทุนแบบนี้มาตั้งแต่ประมาณปี 2537-39 ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540  ในช่วงนั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นการลงทุนเงินของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ผมเป็นผู้บริหารอยู่  เรียกในสมัยนี้ก็คือ  Prop Trade หรือการลงทุนเงินของบริษัทหลักทรัพย์เอง  ในสมัยนั้นมีมีบริษัทไม่มากนักที่ทำอย่างนั้นและเงินที่ใช้ซึ่งรวมถึงบริษัทที่ผมทำงานอยู่ก็ไม่สูงนัก   ผลการลงทุนในช่วงประมาณ 2-3 ปี ก็ไม่ได้ผลตอบแทนที่ดี  ว่าที่จริงน่าจะแย่มาก  เพราะราคาหุ้นในตอนที่ซื้อก็คงแพงเพราะอยู่ในช่วงที่ตลาดหุ้นมีราคาแพงมากเป็น “ฟองสบู่”  พอเกิดวิกฤติหุ้นก็กลายเป็นหายนะ  ราคาหุ้นทุกตัวตกต่ำลงมาหมด  อย่างไรก็ตาม  นี่เป็นยุคของการ “ก่อตัว” ของแนวความคิด

ห้าปีกับหุ้นห้าประเทศ

ห้าปีกับหุ้นห้าประเทศ

VI ผู้มุ่งมั่นและหวังที่จะได้รับผลตอบแทนการลงทุนที่ “ดีมาก”  จนทำให้ตนเองรวยหรือมี “อิสรภาพทางการเงิน” ได้ในชีวิตนั้น  ผมคิดว่าเขาควรจะต้องสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนให้ได้อย่างน้อยปีละ 10% โดยเฉลี่ยแบบทบต้นใน “ระยะยาวมาก”  คำว่าผลตอบแทนที่ดีมากนั้น  ผมคิดว่าควรจะได้ปีละประมาณ 15% แบบทบต้นขึ้นไปซึ่งจะทำให้เงินทุกบาทเพิ่มขึ้นเป็นสองบาทในเวลาไม่เกิน 5 ปี  ส่วนคำว่ายาวมากนั้น  ผมคิดว่าต้องอย่างน้อย 20-30 ปีขึ้นไป

ระดับของการเก็งกำไร

ระดับของการเก็งกำไร

การถือเงินสดคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่าปกติมากของผมในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมานั้นเป็นเรื่องที่น่า “อึดอัดใจ” โดยเฉพาะในช่วงหลัง ๆ  ที่ราคาหุ้นที่ผมสนใจไม่ได้ปรับลงมาจนน่าสนใจที่จะลงทุน  จริงอยู่  ในช่วงแรก ๆ  ที่มีเงินสดมากขึ้นนั้น  ผมรู้สึกดีว่ามีเงินพร้อมที่จะเข้าลงทุนซื้อหุ้นถ้ามีโอกาส  อย่างไรก็ตาม  เมื่อเวลาผ่านไปและหุ้นก็ไม่ตกลงมาแต่กลับปรับตัวขึ้นไปด้วย  ผมก็รู้สึกเสียดายที่มีหุ้นน้อยไปหน่อย  แต่ซักพักเดียวหุ้นก็กลับตกลงมาที่เดิมซึ่งผมก็ยังไม่ซื้อเพราะอยากรอให้มันตกลงมาถึงจุดที่น่าสนใจจริง ๆ   แต่แล้วมันก็ปรับตัวขึ้นไปอีก  ดูเหมือนว่าหุ้นนั้น  “ไม่พร้อมที่จะลง”  คล้าย ๆ  กับว่ามีคนพร้อมที่จะเข้าไปช้อนซื้อหุ้นทุกครั้งที่มันปรับตัวลงมาถึงจุดหนึ่ง  ดู ๆ  ไปราวกับว่าผมกำลังกลายเป็นคนที่ดูหุ้นแบบนักเท็คนิคที่รอจังหวะซื้อหุ้นที่ปรับตัวลงมา  เพียงแต่ว่าผมต้องการซื้อแล้วถือยาว  ไม่ได้ต้องการ “เล่นรอบ”  ผมต้องการลงทุนเพื่อหาผลตอบแทนจากเงินสดที่ให้ดอกเบี้ยเพียงไม่ถึง 1% ต่อปี  ความคิดแบบ  “นักลงทุน”  ทำให้ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ “เสียโอกาส” มากกับการถือเงินสด  แรงขับดันให้หาหุ้นเพื่อที่จะลงทุนนั้นสูงแต่ผมก็ต้อง “ข่มใจ”  ให้ได้  ผมพยายาม “ใจเย็น”  รอไปเรื่อย ๆ  ไม่รีบร้อนที่จะซื้อหุ้นถ้าราคาหุ้นยังไม่ถูกพอที่จะทำให้ “ปลอดภัย”  หรือพูดในภาษา VI ก็คือ  หุ้นยังมี Margin of Safety ไม่พอ

เศรษฐกิจพอเพียงกับ VI

เศรษฐกิจพอเพียงกับ VI

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 นั้น  สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเรื่องราวต่าง ๆ  ทางเศรษฐกิจของประชาชนทั่วไป  รวมถึงการลงทุนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ดังที่มีการศึกษาและตีพิมพ์ในวารสารบริหารธุรกิจนิดา เล่มที่2/2550 โดย ดร. ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา ที่สรุปว่าการลงทุนระยะยาวแบบอิงกับข้อมูลพื้นฐานและการลงทุนแบบ VI โดยที่มีการศึกษาข้อมูลอย่างลึกซึ้งและมีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมนั้น  สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  ตรงกันข้าม  การเก็งกำไรหวังผลระยะสั้นจากการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นนั้น  ไม่สอดคล้องกับเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง  ในบทความนี้ผมจะอธิบายและเพิ่มเติมความคิดของผมเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงและการลงทุนแบบ VI ว่ามีความสอดคล้องกันมากน้อยแค่ไหน

คุณภาพ-ราคา-ผลตอบแทน ของหุ้น

คุณภาพ-ราคา-ผลตอบแทน ของหุ้น

ในระยะยาวแล้ว  การลงทุนในหุ้นนั้นมักจะให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยตามคุณภาพของบริษัทและราคาของหุ้นที่เราซื้อ  แน่นอนว่าหุ้นบางตัวอาจจะไม่เป็นอย่างนั้น  แต่ถ้าเราลงทุนเป็นพอร์ตโฟลิโอ  ถือหุ้นซัก 10 ตัวในอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน  ซึ่งจะช่วยกระจายความเสี่ยงในกรณีที่เกิดเหตุไม่คาดคิดกับหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง  โดยที่หุ้นทั้ง 10 ตัวที่เราซื้อนั้น  เราเลือกหุ้นที่มีคุณภาพและราคาในระดับหนึ่ง  ผลตอบแทนที่เราจะได้รับในระยะยาวก็จะเป็นไปตามคุณภาพและราคาที่เราซื้อนั้น

Page 1 of 38123Next ›Last »