Home » Entries posted by ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ผู้จัดการหุ้น

ผู้จัดการหุ้น

ในแวดวงดาราสมัยนี้ต้องมี  “ผู้จัดการส่วนตัว” ที่มีความสามารถรู้ว่าจะแนะนำให้ดาราทำตัวอย่างไรรวมถึงการทำ “ประชาสัมพันธ์” หรือโปรโมตตัวดาราด้วยวิธีการต่าง ๆ  เพื่อที่จะทำให้ดาราเป็นที่นิยมมากขึ้นซึ่งจะทำให้ “ค่าตัวดารา” สูงขึ้น  ในเรื่องของหุ้นเองนั้น  ผมคิดว่าหุ้นไทยจำนวนไม่น้อยก็มี  “ผู้จัดการหุ้น” ที่คอย “ปั้น” หุ้นให้มีมูลค่าตลาดหรือ Market Cap. สูงขึ้นเมื่อเทียบกับการไม่ทำ  มูลค่าตลาดของหุ้นที่สูงขึ้นนั้น  จะสูงขึ้นได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับปัจจัยประกอบหลาย ๆ อย่างรวมถึงความสามารถของ “ผู้จัดการ” ที่เป็นคนปั้นด้วย  นี่ก็คงคล้าย ๆ  กับผู้จัดการส่วนตัวดาราบางคนที่ปั้นเก่งมากทำให้ดารามีค่าตัวสูงขึ้นมากเช่นเดียวกับตัวผู้จัดการที่รวยไม่แพ้กันจากการได้รับ “ส่วนแบ่ง” ตามค่าตัวดารา

หุ้นยักษ์แห่งวอลสตรีท

หุ้นยักษ์แห่งวอลสตรีท

ผมมักถูกถามอยู่เนือง ๆ  ว่าทำไมไม่ไปลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐที่มีบริษัทที่โดดเด่นระดับโลกมากมายที่น่าจะเป็น “ซุปเปอร์สต็อก”  ที่เป็นหุ้นที่ผมชอบลงทุน  คำตอบของผมมีหลายข้อซึ่งมักจะรวมถึง  ความจริงที่ว่า  มันเป็นตลาดที่ผมไม่มีความรู้มากพอในการที่จะเลือกหุ้นลงทุน  จริงอยู่  ผมก็อาจจะมีความคิดอยู่บ้างเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่บริษัทเหล่านั้นผลิตและขายให้กับคนทั่วโลกรวมถึงผม  แต่เมื่อเทียบกับคนหนุ่มสาวโดยเฉพาะที่เป็นนักลงทุนมืออาชีพทั่วโลกแล้ว  ผมก็เป็น  “หมู” ดี ๆ  นั่นเอง  ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่อยากทำ  ผมชอบแข่งในตลาดที่ผมมีความรู้และความสามารถมากกว่าคนอื่นเช่นในตลาดที่กำลังพัฒนามากกว่า   ประเด็นต่อมาก็คือ  ตลาดหุ้นที่วอลสตรีทนั้น  ผมคิดว่ามันเป็นตลาดที่มีประสิทธิภาพสูงมาก  นั่นก็คือ  ราคาหุ้นส่วนใหญ่แล้วก็มักจะมีราคาที่เหมาะสม  เป็นเรื่องยากมากที่จะหาหุ้นราคาถูกซื้อแล้วกำไรงดงาม  การที่เราจะสามารถลงทุนแล้วทำผลตอบแทนดีกว่าตลาดหรือดัชนีในระยะยาวเป็นไปได้ยาก

หุ้น Assets Play

หุ้น Assets Play

เมื่อประมาณ 2-3 ปีมาแล้ว  เพื่อนนักลงทุน “VI” คนหนึ่งของผมได้บอกกับผมว่าเขาได้เข้าไปซื้อ “หุ้นปั่น”  ตัวหนึ่งที่มีราคาตกลงมามากเพราะ “เจ้ามือ” ทิ้งหุ้นแล้ว  ราคาตกลงมาน่าจะเกิน 70%  อย่างไรก็ตาม  บริษัทก็ไม่มีทางล้มละลาย  ตรงกันข้าม  บริษัทมีเงินสดจำนวนมากที่ได้มาจากการเพิ่มทุนก่อนหน้านั้นมากกว่า Market Cap. หรือมูลค่าหุ้นทั้งหมดของบริษัทหลายสิบหรืออาจจะเกินร้อยเปอร์เซ็นต์และที่สำคัญแทบไม่มีหนี้เลย  ดังนั้น  ในทางทฤษฎีแล้ว  ถ้าเราสามารถซื้อหุ้นจนสามารถควบคุมบริษัทได้  เราก็สามารถนำเงินสดคืนผู้ถือหุ้นซึ่งจะทำให้เราได้กำไรงดงามทันที  นี่เป็นกรณีของหุ้น Assets Play อย่างสมบูรณ์

New Normal ของการลงทุน

New Normal ของการลงทุน

คำว่า “New Normal” นั้น  เริ่มมีการใช้กันอย่างแพร่หลายน่าจะหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจอเมริกาในปี 2008 ที่เศรษฐกิจตกต่ำอย่างแรงมากที่ทำให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจลดต่ำลงมากและดูเหมือนว่ามันจะไม่สามารถกลับมาเติบโตเหมือนเดิมได้อีกต่อไป  กูรูทั้งหลายเชื่อว่า “ตัวเลขใหม่”  ที่ดู “ผิดปกติมาก”  เมื่อเทียบกับตัวเลขที่เคยเป็นนั้นจะกลายเป็น  “มาตรฐานใหม่”  และจะเป็น  “ตัวเลขปกติ” ที่จะดำเนินต่อไปในวันข้างหน้า  หลังจากนั้น  คำว่า New Normal ก็ถูกนำไปใช้ในเรื่องอื่น ๆ  อีกมาก  เหตุผลคงเป็นเพราะว่าในระยะหลัง ๆ  นี้  โลกได้เปลี่ยนแปลงไปเร็วและมาก  สิ่งใหม่ ๆ  ที่เกิดขึ้นได้ “ทำลาย” สิ่งเก่า ๆ  ที่เราคุ้นเคย  สิ่งที่เกิดขึ้นใหม่จำนวนมากไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นครั้งเดียวอีกต่อไป  ดังนั้น  ในฐานะนักลงทุน  เราจะต้องตระหนักตลอดเวลามิฉะนั้นเราอาจจะหลงคิดว่า  “สิ่งที่เลวร้ายเดี๋ยวก็จะผ่านไป”  คำพูดคลาสสิกของเบน เกรแฮมที่ว่า  “This too shall past” อาจจะใช้ไม่ได้อีกแล้วในหลาย ๆ  เรื่อง  มาดูกันว่ามีอะไรที่จะเป็น New Normal ในตลาดหุ้นและการลงทุนของนักลงทุนไทย

Theme ของการลงทุน

Theme ของการลงทุน

การลงทุนระยะยาวหรือ “ระยะกลาง” นั้น  สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ  เราจะต้องมองหา Trend หรือแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นแล้วและจะดำเนินต่อไปอย่างน้อยในระยะเวลาหนึ่งที่เราสามารถเชื่อมั่นได้  จากนั้นเราก็ควรจะสร้างเรื่องราวและแนวความคิดในการลงทุนหลัก  หรือบางทีเรียกว่าเป็น  “Theme” ของการลงทุน  ว่าเราจะลงทุนในหุ้นกลุ่มไหนและตัวไหนและด้วยวิธีใดที่จะทำให้หุ้นและพอร์ตลงทุนของเราได้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว  การลงทุนแบบนี้ถ้าเราทำได้ถูกต้อง  ผลตอบแทนของเราก็จะดีเลิศ  แต่ถ้าผิดพลาดเราก็อาจจะแย่ได้เหมือนกันเพราะหุ้นจำนวนมากหรือส่วนใหญ่ของเราอยู่ในกลุ่มของหุ้นที่มีคุณสมบัติและพฤติกรรมคล้าย ๆ  กัน   ดังนั้น  การวิเคราะห์จะต้องละเอียดรอบคอบ  ประเด็นสำคัญก็คือ  เทรนด์นั้นจะต้องไม่พลาด  ในส่วนของหุ้นรายตัวที่เราเลือกนั้น  ถ้าทำได้ถูกต้องก็จะได้ผลตอบแทนยอดเยี่ยม  แต่ถ้าผิดก็คงต้องดูต่อไปว่าบริษัทนั้นเกิด  “หายนะ”  หรือไม่  เพราะในบางอุตสาหกรรมเช่นไฮเท็คนั้น  “ผู้แพ้”  มัก  “ตาย”  แต่ในบางธุรกิจผู้  “ไม่ชนะ” ก็ยังอาจจะอยู่รอดได้  นี่ก็เป็นเรื่องที่เราต้องวิเคราะห์เช่นกัน

เหนือกว่ามนุษย์

เหนือกว่ามนุษย์

เรื่องของ “หุ่นยนต์” และระบบออโตเมติกที่สามารถทำงานได้รวดเร็วและดีกว่ามนุษย์นั้นน่าจะเริ่มมาไม่น้อยกว่า 50 ปีแล้ว  อย่างไรก็ตาม  ในช่วงเร็ว ๆ  นี้ดูเหมือนว่าหุ่นยนต์ได้รับการกล่าวขวัญมากขึ้น  เนื่องจากเหตุผลที่ว่ามัน “ฉลาด” ขึ้นมากจนสามารถเอาชนะมนุษย์ในการแข่งขันเกมโกะซึ่งเป็นเกมหมากกระดานที่มีความซับซ้อนมากจนไม่มีใครคิดว่าคอมพิวเตอร์หุ่นยนต์จะสามารถเอาชนะแชมป์ระดับโลกได้แม้ว่ามันจะสามารถเอาชนะในการแข่งหมากรุกกับแชมป์โลกได้มานานแล้ว   ความสามารถของหุ่นยนต์คอมพิวเตอร์หรือที่เราเรียกว่า  Artificial Intelligent (AI) หรือ “ปัญญาประดิษฐ์” นี้  เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามการเพิ่มขึ้นของความสามารถของทรานซิสเตอร์ที่ใช้ในการคำนวณในคอมพิวเตอร์ที่เป็นไปอย่างก้าวกระโดดตาม  “กฎของ Moore” ซึ่งทำนายตั้งแต่ปี 1965 ว่าความสามารถในการคำนวณของคอมพิวเตอร์จะเร็วขึ้นเท่าตัวในทุกปีและจะโตแบบนั้นต่อเนื่องไปเป็นทศวรรษ   คำทำนายของ Moore ซึ่งเป็นอดีตผู้ก่อตั้งบริษัท Intel ยักษ์ใหญ่ในวงการผลิตชิพเซมิคอนดักเตอร์นั้น ยังคงดำรงมาเรื่อยจนถึงปัจจุบันแม้ว่าความสามารถในการคำนวณของคอมพิวเตอร์จะเพิ่มขึ้นเท่าตัวในทศวรรษต่อมาในอัตราที่ช้าลงบ้างเป็น 18 เดือนบ้าง 2 ปีบ้าง แต่มันก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาตลอด  และถ้ามันยังเพิ่มขึ้นด้วยอัตราการเพิ่มแบบนี้  ถึงวันหนึ่ง  คอมพิวเตอร์ก็จะ “ฉลาดกว่ามนุษย์”  ในเวลาอีกไม่นาน

นักวิเคราะห์ VS นักลงทุน

นักวิเคราะห์ VS นักลงทุน

สิ่งที่สำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งในการลงทุนแบบ VI ก็คือ การวิเคราะห์ธุรกิจหรือบริษัทและความคุ้มค่าของราคาหุ้นที่จะซื้อ เพราะถ้าวิเคราะห์ได้ถูกต้องแล้ว การขายหุ้นก็จะง่ายและโอกาสทำกำไรและสร้างผลตอบแทนที่ดีก็จะสูงในระยะยาวอย่างน้อย 3-5 ปี คำถามก็คือ เราจะอาศัยบทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ของโบรกเกอร์มาเป็นเครื่องมือในการลงทุนแบบ VI ได้ไหม

ลงทุนแบบ เบน เกรแฮม

ลงทุนแบบ เบน เกรแฮม

Value Investor ที่ประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นไทยในช่วงประมาณ 10-15  ปีที่ผ่านมานั้น  ผมคิดว่ามักอยู่ใน 2 กลุ่มคือ  กลุ่มแรกเน้นการลงทุนในหุ้น “ซุปเปอร์สต็อก”  สไตล์แบบวอเร็น บัฟเฟตต์  ส่วนกลุ่มที่สองเน้นลงทุนหุ้นธรรมดาที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงสไตล์เบน เกรแฮม  อย่างไรก็ตาม  นักลงทุนในกลุ่มหลังนั้นจะฉีกแนวออกจากวิธีการของเบน เกรแฮมในแง่ที่ว่าพวกเขามักจะลงทุนในหุ้นตัวเล็กที่มีความไม่แน่นอนของผลประกอบการสูง  ลงทุนแบบเน้นหนักในหุ้นน้อยตัวมากและมักจะซื้อขายหุ้นด้วยมาร์จินเต็มที่  นอกจากนั้นยังมีแนวทางการลงทุนอีกหลายอย่างที่ไม่เหมือนเกรแฮมเลย  อาจจะพูดได้ว่าสิ่งเดียวที่เหมือนเบน เกรแฮมก็คือการวิเคราะห์หามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นและซื้อเมื่อราคาต่ำกว่านั้นมาก ๆ และขายเมื่อหุ้นขึ้นไปเกินมูลค่าแล้ว

การลงทุน-เกมน่าเบื่อ

การลงทุน-เกมน่าเบื่อ

เวลาพูดถึงเรื่องของการลงทุน  คนทั่วไปรวมถึงนักลงทุนหรือคนเล่นหุ้นที่ยังเป็นมือใหม่มักจะคิดถึงกิจกรรมหรือการเล่นที่น่าตื่นเต้นเร้าใจ  เป็นกิจกรรมที่ “ดุเดือดเลือดพล่าน” ที่นักลงทุนหรือคนเล่นหุ้นต้องมีไหวพริบและกลยุทธ์หรือกลเม็ดเด็ดพรายรอบตัวที่เหนือกว่าคนอื่น  นอกจากนั้น  พวกเขาก็ยังต้องมีความรวดเร็วตัดสินใจเด็ดขาดได้แบบนาทีต่อนาที  จิตใจต้องเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว  บางทีก็ต้องพร้อมที่จะ “ตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต”  บางครั้งก็สามารถ “ทุ่มสุดตัว”  ได้ทันทีเมื่อ  “โอกาสมาถึง”   เรื่องราวหรือ Story ของการลงทุนแต่ละครั้งของนักลงทุนแต่ละคนโดยเฉพาะที่เป็น  “เซียน”  ดูมีสีสันน่าตื่นเต้น  บางครั้งทำกำไรมโหฬารในเวลาอันสั้น  บางคนก็พลาดเสียหายหนัก  ทั้งหมดนั้นดูเหมือนว่าเป็นเรื่องของฝีมือและ/หรือโชคบ้าง  เกมของการลงทุนนั้นดูเหมือนไม่มีใครคิดว่าน่าเบื่อเลย  คนคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าสนุกและคนจำนวนมากอยากทำ  อยากเลือกหุ้นลงทุน  สนุกกับการ  “ลุ้น” ว่าหุ้นจะขึ้นไปแค่ไหนและจะได้กำไรเท่าไร

เช็คสต็อก

เช็คสต็อก

การลงทุนในช่วงเร็ว ๆ  นี้ดูเหมือนว่าจะน่าเบื่อและ “เงียบเหงา” อย่างที่แทบจะไม่เคยพบเจอสำหรับนักลงทุนจำนวนมากที่เคย “สนุกสนาน”  และมีความสุขกับการลงทุนมาตลอดหลาย ๆ  ปีที่ผ่านมา  เหตุผลก็เพราะว่าดัชนีหุ้นไม่ค่อยจะขยับไปไหนไกลและที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ  หุ้นและพอร์ตหุ้นที่ตนเองถืออยู่นั้นไม่ได้ปรับตัวขึ้นเป็นเรื่องเป็นราว  บ่อยครั้งกว่าก็คือหุ้นค่อย ๆ  ตกลงมาเป็นระยะ  บางช่วง  เช่นช่วงที่ใกล้ประกาศงบก็จะตกลงมาหนัก  การ Rebound หรือการฟื้นตัวกลับก็ไม่แรงเท่า  แต่หลังจากนั้นหุ้นก็กลับสู่ขาลงอีก  สำหรับคนที่มีเงินสดและกลับเข้ามาซื้อหุ้นเองนั้น  ผลก็ไม่ดีไปกว่าพอร์ตที่มีอยู่  ซื้อแล้วหุ้นก็มักจะไม่ทำกำไรอย่างที่เคยเป็นในสมัยที่ตลาดหุ้นบูมหรือคึกคัก  ราคาหุ้นช่วงที่ซื้ออาจจะปรับตัวขึ้นบ้างเพราะ  “แรงซื้อ” ของตนเอง  แต่หลังจากเลิกซื้อแล้วราคาก็มักจะถอยกลับลงมา  อาการที่  “ซื้อตัวไหนตัวนั้นก็ขึ้น” ของนักลงทุนรายใหญ่  “เมื่อเทียบกับตัวหุ้น”  ก็เริ่มหายไปนั้น  เป็นสัญญาณว่าเราควรจะต้องหันกลับมาตรวจสอบหุ้นในพอร์ตที่มีอยู่ในมือว่าสถานะพอร์ตลงทุนของเราเป็นอย่างไร   พูดง่าย ๆ  เราควร  “เช็คสต็อก” ว่าพอร์ตของเรามีหุ้นแบบไหนบ้างและควรที่จะทำอะไรกับมัน

Page 1 of 42123Next ›Last »