Home » Entries posted by ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ปรุงกำไร

ปรุงกำไร

ตัวเลข “กำไรสุทธิ” ของบริษัทจดทะเบียนนั้น บางครั้งมันก็อาจจะไม่ใช่ตัวที่ชี้ว่าบริษัทกำลังทำผลงานทางธุรกิจได้ดีและจะโตขึ้นเรื่อย ๆ ในระยะยาว แต่พอบริษัทมีกำไรเติบโตโดดเด่น โดยเฉพาะติดต่อกันมาซัก 2-3 ปีหรือบางทีน้อยกว่านั้นด้วย ราคาหุ้นก็วิ่งขึ้นไปสูงลิ่วจนไม่น่าเชื่อ ซึ่งก็จะทำให้คนที่มีหุ้นมากหรือคนที่ซื้อหุ้นไว้ก่อนสามารถทำกำไรจากหุ้นได้มหาศาลในระยะสั้น ดังนั้น กำไรของบริษัทจึงเป็นเรื่องที่ทุกคนในแวดวงตลาดหุ้นสนใจกันมากที่สุดตัวหนึ่ง เพราะมันทำให้รวยหรือเจ๊งได้

Too good to be true

Too good to be true

คนที่อยู่ในตลาดหุ้นมานานและติดตามศึกษาหุ้นตลอดเวลารวมทั้งพยายามจดจำกรณีศึกษาหุ้นที่น่าสนใจและมีเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นมาก ๆ ก็มักจะพบหุ้นกลุ่มหนึ่งที่ “เคย” เป็นหุ้นที่โดดเด่นสุดยอดในแง่ของการที่หุ้นมีราคาปรับตัวขึ้นไปสูงสุดยอดในเวลาอันสั้น บางทีกว่า 10 เท่าในเวลาเพียง 2-3 ปี และนี่ไม่ใช่หุ้น “Turnaround” ที่หุ้นฟื้นตัวจากวิกฤติที่บริษัทเกือบเอาตัวไม่รอดและมูลค่าหุ้นเหลือเพียงน้อยนิดราคาหุ้นเป็นเศษสตางค์ แต่เป็นหุ้นธรรมดา ๆ ขนาดย่อม ๆ ที่อยู่ ๆ ก็มีราคาวิ่งขึ้นมหาศาลจนบางทีมีมูลค่าเป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาทกลายเป็นหุ้นขนาดกลางหรือใหญ่ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกลายเป็น “หุ้นนางฟ้า”

ทำมาหากินโดยการลงทุน(เล่นหุ้น)

ทำมาหากินโดยการลงทุน(เล่นหุ้น)

ผู้หญิงตัวคนเดียว อายุ 50 ปี ไม่มีญาติมิตร ไม่มีงาน ไม่มีความสามารถพิเศษ และไม่ได้ทำงานมานาน มีเงินออม 1.5 ล้านบาท ชีวิตดูแล้วกำลัง “สิ้นหวัง” เพราะดอกเบี้ยที่ได้รับจากแบ้งค์นั้นน้อยนิดปีละไม่เกิน 20,000 บาทซึ่ง “ไม่พอใช้” แต่แล้วเธอก็ได้ยินมาว่าตลาดหุ้นนั้นอาจจะเป็น “ทางออก” ของปัญหาที่กำลังประสบ เพราะมันสามารถจะสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่ดีและทำให้เธอมีเงินใช้เพียงพอไปได้เรื่อย ๆ เป็นไปได้ไหมที่เธอจะทำเงินจากตลาดหุ้นด้วยเงิน 1.5 ล้านบาทในอัตราอย่างน้อยเดือนละซัก 15,000-20,000 บาทซึ่งจะทำให้เธอสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้? เธอเริ่มศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการ “เล่นหุ้น” โดยการดูรายการเกี่ยวกับหุ้นและการลงทุนทางสื่อต่าง ๆ รวมทั้งการเข้าร่วมสัมมนาฟรีทั้งหลาย สิ่งที่เธอต้องการก็คือ จะลงทุนหรือเล่นหุ้นตัวไหนที่จะทำให้เธอได้กำไรเพื่อนำมาใช้จ่ายทุกเดือน

สัญญาณแห่งความรุ่งเรือง

สัญญาณแห่งความรุ่งเรือง

สองสามวันก่อน AC Nielson บริษัทสำรวจความเห็นผู้บริโภคชั้นนำได้จัดอันดับความเชื่อมั่นผู้บริโภคของประเทศต่าง ๆ ในโลกจำนวน 63 ประเทศในช่วงไตรมาศสุดท้ายของปี 2016 แล้วก็พบว่าประเทศที่คนมีความเชื่อมั่นสูงสุด 5 อันดับก็คือ อินเดีย ฟิลิปปินส์ สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย และสุดท้ายก็คือ เวียตนาม—ประเทศที่ผมได้รับข่าวสารชิ้นนี้ ซึ่งไม่ปรากฏเป็นข่าวในประเทศไทย การที่ผมติดตามข่าวจากเวียตนามนั้น เป็นเพราะผมต้องการรู้เรื่องราวต่าง ๆ ของเวียตนามมากขึ้นเนื่องจากผมลงทุนในตลาดหุ้นเวียตนามและกำลังลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ บทวิเคราะห์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเวียตนาม เฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของเศรษฐกิจ การเงิน และตัวหุ้นเป็นสิ่งที่ผมจะได้รับเป็นประจำทุกวันจากโบรกเกอร์ และนี่ก็เป็นข่าวอีกชิ้นหนึ่งที่เป็น “ข่าวดี” ที่ผมได้รับค่อนข้างบ่อยจากเวียตนาม เพราะมันเป็น “สัญญาณแห่งความรุ่งเรือง” ทางเศรษฐกิจซึ่งจะส่งผลต่อหุ้นและตลาดหุ้นโดยรวมของเวียตนาม

อวสานของโมเดิร์นเทรด?

อวสานของโมเดิร์นเทรด?

เมื่อเร็ว ๆ นี้ บัฟเฟตต์ได้ขายหุ้นวอลมาร์ท  ห้างค้าปลีกอันดับหนึ่งของโลก  ที่เขาเข้าลงทุนมากว่า 10 ปีจนหมดหรือเกือบหมด  เขาเคยมีหุ้นวอลมาร์ทคิดเป็นเงินประมาณ 3 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือหนึ่งแสนล้านบาท  แต่ในระยะสองสามปีที่ผ่านมาเขาก็ได้ทยอยขายหุ้นออกไปเรื่อย ๆ  ซึ่งในช่วงเวลาใกล้เคียงกันเขาก็ได้ขายหุ้นเทสโก้ซึ่งเป็นห้างค้าปลีกอันดับสามของโลกออกไปหมดเช่นเดียวกันแม้ว่าการขายในครั้งนั้นอาจจะเกิดขึ้นเนื่องจากปัญหาเรื่องของบรรษัทภิบาลก็ตาม    ถ้าจะวิเคราะห์ดู  บัฟเฟตต์น่าจะสรุปแล้วว่า  อนาคตของ Modern Trade หรือ  “ค้าปลีกสมัยใหม่”—สำหรับคนไทย  ที่บัฟเฟตต์เรียกว่า  “Traditional Trade”  หรือ  “ค้าปลีกดั้งเดิม”  นั้น  กำลังถึงกาล “อวสาน” หรือกำลังถดถอยลงเรื่อย ๆ    ปัญหาของ “ค้าปลีกดั้งเดิม”  ในสายตาบัฟเฟตต์ก็คือ  การเข้ามารุกของการ “ค้าปลีกสมัยใหม่”  คือ  E-commerce ที่ค้าขายผ่านระบบอินเตอร์เน็ตนำโดยบริษัทอะเมซอนที่สามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ  โดยที่วอลมาร์ทไม่สามารถต่อสู้ได้แม้จะพยายามนำระบบ E-commerce ของตนเองเข้าร่วมแข่งขันด้วยก็ตาม 

30 ปีในตลาดหุ้น

30 ปีในตลาดหุ้น

ผมเริ่ม “ลงทุน” หรือว่าที่จริงน่าจะเรียกว่า  “เล่นหุ้น” มาตั้งแต่ปี 2529-30 ซึ่งเป็นเวลาที่ผมเรียนจบปริญญาเอกทางด้านการเงินจากสหรัฐอเมริกาและกลับมาทำงานทางด้านการเงินที่อดีต “บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย” ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้เงินทุนระยะยาวให้กับโครงการอุตสาหกรรมในประเทศไทย และ “สนับสนุน” ให้เกิด “เงินทุนระยะยาว” ขึ้นในประเทศ  เช่น  Underwrite หรือรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  และจัดตั้ง “บริษัทจัดการกองทุนรวม”  แห่งแรกในประเทศไทย  เพื่อขายหน่วยลงทุนให้กับประชาชนและนำเงินนั้นมาซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์  ถ้าจะพูดก็คือ  บรรษัทเป็นสถาบัน “กึ่งรัฐ” ที่มีหน้าที่หรือบทบาทในการพัฒนา “ตลาดทุน” ซึ่งรวมถึงตลาดหุ้นหรือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วย  เพื่อที่จะช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศไทยที่ยังเป็นประเทศ  “เกษตรกรรม” ในช่วง 40-50 ปีก่อน

ดรามากับสถิติลงทุน

ดรามากับสถิติลงทุน

คนที่อยากจะประสบความสำเร็จระยะยาวในตลาดหุ้นอย่าง “ค่อนข้างแน่นอน” นั้น  ผมคิดว่าเขาควรจะต้องเข้าใจ “หลักสถิติ” บางอย่าง  เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ  เขาจะต้องเข้าใจว่าการลงทุนในตลาดหุ้นนั้น  ไม่มีอะไรที่จะให้ผลตอบแทน “แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์”  ความสำเร็จของการลงทุนนั้นนอกจากจะมาจากความสามารถในการเลือกหุ้นแล้ว  ยังขึ้นอยู่กับ  “ดวง”  ไม่น้อย  เช่น  คุณลงทุนช่วงไหน?  เลือกหุ้นแบบไหนหรือตัวไหนและช่วงนั้นหุ้นตัวที่เลือกกำลังอยู่ใน “กระแส”  หรือเปล่า  เป็นต้น  ดูไปก็อาจจะคล้าย ๆ  กับการแข่งขันฟุตบอลลีกระดับโลกที่ไม่ว่าทีมจะเก่งแค่ไหนก็อาจจะพ่ายแพ้ได้  หรือบางทีแม้ว่าทีมจะไม่ได้เก่งอะไรมากแต่ก็ชนะได้เช่นกัน  เพียงแต่ว่าทีมที่เก่งกว่าอาจจะมีโอกาสที่จะชนะสูงกว่าถ้าเล่นไปเรื่อย ๆ  หลาย  ๆ  ฤดูหรือหลาย ๆ  สิบปี

คอร์รับชั่นกับหุ้น

คอร์รับชั่นกับหุ้น

ข่าวคราวเกี่ยวกับการคอร์รับชั่นที่เกิดขึ้นกับบริษัทจดทะเบียนโดยเฉพาะที่เป็นรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ในช่วงนี้นั้น  ในสายตาของ VI เราควรจะมองอย่างไร  เลิกลงทุนในหุ้นที่เป็นข่าวหรือไม่?  ปรับการให้มูลค่าหุ้น?  หรือ  อยู่เฉย ๆ?   เหนือสิ่งอื่นใด  ข่าวทั้งหลายเป็นเรื่องของ “อดีต”  ปัจจุบันทุกอย่างอาจจะเปลี่ยนแปลงไปแล้ว  หรือไม่ก็  อนาคตก็คงไม่เป็นอย่างนั้นอีก   มาดูกัน

BE อันตราย

BE อันตราย

ช่วงเร็ว ๆ นี้มีข่าวทางการเงินและการลงทุนที่เป็น “สัญญาณอันตราย” ที่นักลงทุนจะต้องจับตามองนั่นก็คือ  “การเบี้ยวหนี้ BE” ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หลายบริษัทต่อเนื่องกัน  แม้ว่าขนาดของเม็ดเงินโดยรวมที่บริษัทผู้ออกตราสาร BE ที่ไม่สามารถชำระได้ตามกำหนดจะไม่สูงมาก  แต่การที่บริษัทเหล่านั้นเป็นบริษัทจดทะเบียนที่คนมักจะเชื่อว่ามีความเข้มแข็งทางการเงินมากกว่าบริษัทเอกชนโดยทั่วไป  อีกทั้งบริษัทที่เบี้ยวหนี้เองก็เป็นหุ้นจดทะเบียนที่มีนักลงทุนซื้อขายหุ้นอย่างคึกคัก  หลายบริษัทนั้นก่อนหน้านี้ก็เคยเป็นหุ้น “ขวัญใจ” ของนักลงทุนรายย่อยเนื่องจากราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นไปสูงลิ่วพร้อมกับปริมาณการซื้อขายมหาศาล  พูดง่าย ๆ  หุ้นเหล่านั้นบางตัวแทบจะเคยเป็น  “หุ้นแห่งอนาคต”  ของนักเล่นหุ้นทั้งรายย่อย  ขาใหญ่  หรือแม้แต่ “เซียน VI”   ดังนั้น  การที่อยู่ ๆ  บริษัทก็  “เน่า” เสียอย่างนั้น  จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตามองว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรและมันจะนำไปสู่ปัญหาหรือวิกฤติทางการเงินหรือไม่  แต่ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องนั้น  เรามาดูว่าอะไรคือ BE หรือ Bill of Exchange หรือที่เราใช้ภาษาไทยว่า “ตั๋วแลกเงิน”

พฤติกรรมชวนสงสัยในตลาดหุ้น

พฤติกรรมชวนสงสัยในตลาดหุ้น

การเป็นนักลงทุนแบบ “Focus” ที่เลือกหุ้นลงทุนเพียงไม่กี่ตัวและ “ถือยาว”  นั้น  เราจะต้องวิเคราะห์กิจการรวมถึงราคาของหุ้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน  หนึ่งในนั้นก็คือการดูผู้บริหารและเจ้าของว่ามีการบริหารงานอย่างไร  ในเรื่องของฝีมือหรือความสามารถในการทำงานนั้น  โดยปกติเราก็จะดูได้จากผลประกอบการย้อนหลังหลาย ๆ  ปีและผลงานการค้าขายสินค้าแข่งกับคู่แข่งในตลาดได้  แต่ในด้านของคุณสมบัติทางด้านความประพฤติซึ่งรวมถึงความซื่อสัตย์สุจริตนั้น  สิ่งที่เราจะต้องดูก็คือดูพฤติกรรมหรือการกระทำเป็นครั้ง ๆ ที่เขาทำในฐานะผู้บริหารที่บางเรื่องก็ต้องประกาศผ่านตลาดหลักทรัพย์

Page 1 of 39123Next ›Last »