Home » Entries posted by ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
อวสานของนักลงทุนรายย่อย

อวสานของนักลงทุนรายย่อย

สัปดาห์ที่แล้วช่องทีวี “Money Channel” ของตลาดหลักทรัพย์ได้ประกาศปิดตัวลงอย่าง “กระทันหัน” หลังจากเปิดดำเนินการมา 13 ปี  วันที่เปิดตัวนั้นผมเองยังจำได้ว่าตนเองไปร่วมงานและเป็นสมาชิกคนหนึ่งที่เข้าไปร่วมทำรายการ  “Money Talk”  บรรยากาศในวันนั้นผมเองรู้สึกถึง  “พลัง” ของนักลงทุนรุ่นใหม่ที่เริ่มเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์  สถานีโทรทัศน์ที่เน้นแต่เรื่องการเงินการลงทุนเพียงอย่างเดียวนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีคนจำนวนมากต้องการดูต้องการศึกษาหาข้อมูล  ในเวลานั้นนักลงทุนส่วนบุคคลเองก็ยังไม่มากนักแต่ดูเหมือนว่าการเติบโตกำลังพุ่งขึ้น  การเปิดช่องสถานีทีวีน่าจะช่วยกระตุ้นให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนมากขึ้นและที่สำคัญเข้ามาลงทุนด้วยความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องขึ้น

อวสานของเซียนหุ้น

อวสานของเซียนหุ้น

ตลาดหุ้นไทยในช่วงเกือบ 20 ปี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งประมาณ 10 ปีที่ผ่านมานั้น  ต้องถือว่าเป็น “ยุคทอง” ของนักลงทุนโดยเฉพาะนักลงทุนส่วนบุคคลที่เรียกตนเองว่าเป็น Value Investor หรือ “VI”  เพราะพวกเขาจำนวนมากนั้นสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงลิ่วแบบที่  “เหนือจินตนาการ” ผลตอบแทนทบต้นต่อปีในระดับ 20-30% ขึ้นไปเป็นเวลา 5-10 ปีนั้นเป็นสิ่งที่กลายเป็นเรื่องปกติ  ผลตอบแทนในปีที่ดีนั้นบางทีเป็นร้อยหรือหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ก็มีโดยเฉพาะในกรณีที่พอร์ตการลงทุนยังไม่ใหญ่นัก  จริงอยู่ส่วนใหญ่คนที่ทำได้ก็มักอาศัยการ Leverage หรือการกู้เงินและใช้มาร์จินในการซื้อหุ้นในระดับสูง  แต่พวกเขาก็มักจะไม่ค่อยพลาดและถูกบังคับขายโดยโบรกเกอร์  เหตุผลก็คือหุ้นที่พวกเขาซื้อนั้นมักจะไม่ตกลงมาแรง ตรงกันข้าม  มันมักจะปรับตัวขึ้นเร็วและสูงมากเนื่องจากแรงซื้อนั้นมักจะไม่ได้มาจากคนเพียงคนเดียว  แต่มาจากการซื้อกันเป็น “กลุ่ม” เนื่องจากเมื่อ VI คนหนึ่งเห็นและซื้อหุ้นตัวไหน  ก็มักจะพูดคุยปรึกษาและแนะนำกับคนในกลุ่มและขยายวงออกไปกว้างส่งผลให้คนอื่นเข้าไปร่วมซื้อด้วย  และนั่นทำให้ VI ที่เป็น “วงใน” ซึ่งมักจะซื้อก่อนคนอื่นและสามารถทำกำไรได้งดงามกว่าคนที่ตามมาทีหลัง

ล้างสมองเรื่องตลาดหุ้นด้วยตนเอง

ล้างสมองเรื่องตลาดหุ้นด้วยตนเอง

ปีเตอร์ลินช์เคยพูดว่าเขาต้องพยายาม “ถอน” การเรียนรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดหุ้นและการลงทุนที่ได้รับจากอาจารย์การลงทุนในมหาวิทยาลัย  เหตุผลก็เพราะว่าสิ่งที่ฝังเข้าไปในสมองของเขานั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เขาปฏิบัติในทางที่ไม่ถูกต้องและไม่ทำกำไรที่ดี  และถ้าเขาไม่ “Unlearn” หรือไม่ถอนความรู้และความทรงจำเกี่ยวกับหุ้นรวมถึงละทิ้งนิสัยที่ติดมาเกี่ยวกับเรื่องของการลงทุนแบบนั้น  เขาก็จะไม่สามารถพัฒนาความสามารถในการลงทุนได้

ความเจ็บปวดของ VI

ความเจ็บปวดของ VI

ในช่วงที่ตลาดหุ้นตกลงมาต่อเนื่องนั้น  สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในหมู่นักลงทุนก็คือความรู้สึก  “เจ็บปวด” ในใจ   นักลงทุนจำนวนมากต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อลดอาการเจ็บปวดนั้น  ส่วนมากแล้วก็จะขายหุ้นทิ้ง “ตัดขาดทุน” เพราะทนเห็นหุ้นที่ถืออยู่ตกลงไปเรื่อย ๆ  ไม่ไหว  บางคนก็ “ซื้อถัว” คือซื้อหุ้นในราคาที่ลดลงเพื่อถัวเฉลี่ยกับต้นทุนเดิมทำให้ต้นทุนเฉลี่ยลดลงโดยหวังว่าเมื่อหุ้นปรับตัวขึ้นมาอัตราการขาดทุนจากหุ้นตัวนั้นจะได้ลดลงเร็วขึ้น   นี่ก็เป็นเรื่องของการเจ็บปวดเนื่องจากราคาหุ้นที่เปลี่ยนแปลงไปรุนแรงที่มักจะก่อให้เกิดการเจ็บปวดกันทั่วหน้า

บทเรียนจากหุ้นแก๊งนางฟ้า

บทเรียนจากหุ้นแก๊งนางฟ้า

ช่วงประมาณ 1-2 ปีที่ผ่านมามีปรากฏการณ์ของหุ้นตัวเล็กถึงกลางกลุ่มหนึ่งที่มีเส้นทางหรือพฤติกรรมที่น่าสนใจมากควรแก่การศึกษาเพื่อเป็นบทเรียนให้กับนักลงทุนโดยเฉพาะที่เป็น VI ได้เข้าใจถึงเรื่องของ “จิตวิทยา” และกระบวนการสร้างสรรค์ราคาหุ้นจนเกิดเป็น “ฟองสบู่”  และ การ “แตก” ของฟองสบู่ที่ทำเงินให้คนบางคนมหาศาลและทำให้หลายคน “เจ๊ง”  อย่างหนัก  โดยที่ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในยามที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์เคลื่อนไหวเป็นปกติและมีความผันผวนน้อยมาก

ความจริง ความรู้  จินตนาการ

ความจริง ความรู้ จินตนาการ

“Imagination  is more important than knowledge” น่าจะเป็น Quote หรือคำกล่าวที่ได้รับการกล่าวขวัญมากที่สุดในโลกประโยคหนึ่ง  ความหมายก็คือ  “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้”  และนี่คือคำกล่าวของอัลเบิร์ท ไอสไตน์ นักฟิสิกส์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกคนหนึ่งที่คิดทฤษฎีสัมพัทธภาพที่เป็นต้นกำเนิดของการคิดค้นพลังงานปรมาณูขึ้นในโลก  ดูไปแล้วคนอาจจะคิดว่ามันมีความย้อนแย้งเนื่องจากไอสไตน์นั้นเป็นนักฟิสิกส์ที่เป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ “ล้วน ๆ” และเป็นคนที่น่าจะมี  “ความรู้”  สูงมากและคงไม่เก่งในเรื่องของ  “จินตนาการ” ที่มักเป็นเรื่องของ  “ศิลปะ” ที่มักจะมีรูปแบบที่ไม่แน่นอนหรือเป็นตัวเลขหรือสูตรคณิตศาสตร์ที่ชัดเจน

หุ้นตก

หุ้นตก

เมื่อสัปดาห์ก่อนดัชนีดาวโจนส์ของตลาดหุ้นนิวยอร์คตกลงมาแรงกว่า 3% ในวันเดียว  การตกลงมาถึง 3% นั้นต้องถือว่าเป็นการตกที่ค่อนข้างแรงเนื่องจากตลาดหุ้นนิวยอร์คนั้นมีขนาดใหญ่มากและความผันผวนของราคาหุ้นต่อวันโดยเฉลี่ยมักจะไม่เกิน 1% ทั้งทางขึ้นและทางลง  นั่นทำให้เกิดความวิตกว่าตลาดหุ้นที่ขึ้นมาแรงอย่างต่อเนื่องและยาวนานมากนับตั้งแต่วิกฤติปี 2008 อาจจะถึงจุดสุดยอดแล้วและหลังจากนี้ก็จะกลับตัวกลายเป็น  “ขาลง” ที่รุนแรงและต่อเนื่องไปอาจจะเป็นปีหรือหลายปีอย่างที่เกิดขึ้นเสมอในประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้น  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  “ผู้เชี่ยวชาญ” หลายคนก็ทำนายว่าตลาดหุ้นอเมริกานั้นถึงจุดที่จะต้องปรับตัวลง “อย่างแรง” มานานก่อนหน้านี้แล้ว  พวกเขาบอกว่า “เครื่องชี้” ทุกอย่างบอกว่าหุ้นอเมริกานั้นร้อนแรงหรือแพงเกินไป  ปัจจัยมหภาคทั้งหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อที่ต่ำมากเป็นประวัติการณ์มานานนั้น  บัดนี้กำลังทยอยปรับตัวขึ้นเรื่อย ๆ  อัตราการว่างงานที่เคยสูงจากช่วงภาวะวิกฤตินั้นลดลงจนต่ำมากเป็นประวัติการณ์รวมถึงอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจะทำให้อัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ  เป็นขาขึ้นอย่างรวดเร็ว  และนั่นจะทำให้หุ้นตกลงมาแรงในระดับ “น้อง ๆ  วิกฤติ” บางคนบอกว่าจะเป็น  “หายนะ”

Digital Revolution กับหุ้นไทย

Digital Revolution กับหุ้นไทย

ช่วงเวลาน่าจะประมาณซัก 10 ปีนับจากนี้ผมคิดว่าเราคงได้เห็น  “การปฏิวัติของเทคโนโลยีดิจิตอล” ในประเทศไทยอย่างเป็นเรื่องเป็นราว  ที่จริงในประเทศอย่างอเมริกาหรือจีนนั้น  การปฏิวัติในหลาย ๆ  ด้านเริ่มขึ้นแล้วและกำลังส่งผลต่อเทคโนโลยียุคเก่าและแนวทางการดำเนินธุรกิจในยุคเก่าอย่างรุนแรง  ราคาหุ้นของบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีรุ่นใหม่ที่เป็นผู้ชนะเติบโตขึ้นมหาศาลในขณะที่หุ้นในโลกยุคเก่าตกต่ำลงอย่างรุนแรงเป็นเครื่องสะท้อนภาวะของการต่อสู้นี้ 

จุดยืนของชีวิตและการลงทุน

จุดยืนของชีวิตและการลงทุน

ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก  ผมมีนิสัยที่ติดตัวมาตลอดอย่างน้อย 5-6 อย่างที่อาจจะเกี่ยวข้องกัน  นิสัยส่วนใหญ่น่าจะติดมาจากแม่ซึ่งคอยเคี่ยวเข็ญตลอดเวลาให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้  และถ้าเรายังไม่ทำเขาก็จะไม่หยุดพูด  จานชามหลังจากกินข้าวเสร็จแล้วจะถูกสั่งให้ล้าง “ทันที” ไม่มีการปล่อยทิ้งไว้  เวลาที่เขาปลุกให้ตื่นเพื่อไปโรงเรียนหรือแม้แต่วันหยุดที่ไม่มีภารกิจอะไรเราก็ต้องตื่น  การนอนตื่นสายไม่อยู่ในหลักปฏิบัติของบ้าน  นอกจากนั้น  ค่าที่ว่าฐานะทางบ้านยากจน  ความประหยัดมัธยัสถ์ใช้แต่ของที่จำเป็นก็เป็น “เสาหลัก” อีกอย่างหนึ่งที่หล่อหลอมนิสัยหลายอย่างของผม  ในสมัยที่ยังเป็นเด็กนั้น  ข้าวแม้แต่เม็ดเดียวก็ต้องไม่เหลือติดชามไม่ต้องพูดถึงการกินอาหารเหลือทิ้งเหลือขว้าง  สิ่งต่าง ๆ  เหล่านั้นน่าจะเป็น  “ต้นตอ”  ของนิสัยต่าง ๆ  ของผมที่ยืนยาวต่อเนื่องมานานจนเป็นผู้ใหญ่  แน่นอน  เรื่องความประหยัดแม้แต่การกินอาหารนั้นหมดไปนานแล้ว  แต่นิสัยหลายอย่างก็ยังติดตัวมาจนถึงทุกวันนี้

เวลาซื้อ-ขายหุ้น

เวลาซื้อ-ขายหุ้น

คำถาม “ยอดฮิต” ในเรื่องของการลงทุนที่ “ผู้เชี่ยวชาญ” ได้รับเป็นประจำก็คือ  “เข้าได้หรือยัง”  ซึ่งก็คือ  “ภาวะตลาดหรือดัชนีตลาดระดับนี้เราควรเข้าไปซื้อหุ้นได้หรือยัง”  ส่วนคำถามที่เกี่ยวข้องกันโดยตรงและอาจจะมีผลพอ ๆ  กันก็คือ  “ควรขายหรือยัง”  นั้น  มักจะมีน้อยกว่ามาก  เพราะคนที่คิดจะขายส่วนใหญ่ก็มักจะขายไปแล้วเวลามีกำไรหรือกำไรงดงามไม่มารอถามผู้เชี่ยวชาญ  ส่วนคนที่ขาดทุนนั้นก็มักจะขายไปแล้วเช่นกันเวลาขาดทุนไม่มาก  หรือถ้าขาดทุนมากก็มักจะไม่ยอมขายและยอมรับว่า  “ติดหุ้น” ยังไงก็  “ขายไม่ลง”  แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญจะบอกว่าควรขาย

Page 1 of 48123Next ›Last »