“อย่าลืมกฎข้อที่ 1”

Filed under บทความ

   คนที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นนั้น ไม่ได้แค่พก “เงินลงทุน” เข้ามาเพียงอย่างเดียว แต่ยังพกพา “ความคาดหวัง” เข้ามาด้วย และมักจะเป็นความคาดหวังในด้านบวก คือคาดหวัง “กำไร” จากตลาดหุ้น ตั้งแต่กำไรเล็กๆน้อยๆพอได้ค่ากับข้าว ไปจนถึงกำไรเป็นกอบเป็นกำ ร่ำรวยเป็นเศรษฐี และมีอิสรภาพทางการเงิน ซึ่งความคาดหวังดังกล่าวก็ใช่ว่าจะเป็นเพียงความคาดหวังลมๆแล้งๆที่เป็นไปไม่ได้ เพราะหลายต่อหลายปีที่ผ่านมา การลงทุนในตลาดหุ้นสามารถเปลี่ยนสถานะนักลงทุนให้เป็นเศรษฐีกันมานักต่อนัก

   แต่ต้องไม่ลืมว่า ตลาดหุ้นไม่ได้ให้เพียงผลตอบแทนที่เป็น “กำไร” อย่างที่คนส่วนใหญ่คาดหวัง เพราะในทางตรงกันข้าม ก็มี “ผู้ผิดหวัง” จากตลาดหุ้นจำนวนไม่น้อยเช่นกัน อุตส่าห์นำเงินเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเพื่อหวัง “กำไร” แต่กลับกลายเป็น “ขาดทุน”

   การขาดทุนเพียงเล็กๆน้อยๆอาจจะยังไม่เท่าไหร่ แต่หลายรายขาดทุนมากๆจนพากันเข็ดขยาดและหันหลังให้ตลาดหุ้นไปเลยก็มี และที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือบางรายขาดทุนหนักจนถึงขั้นหมดเนื้อหมดตัว เป็นหนี้เป็นสิน       

   สำหรับนักลงทุนแล้ว “การขาดทุน” ถือเป็น “สิ่งที่ไม่พึงปรารถนา” อย่าว่าแต่นักลงทุนทั่วๆไปเลยครับ แม้กระทั่งบรรดาเซียนหุ้นก็ยังพยายามที่จะหลีกเลี่ยง

   นักลงทุนรุ่นใหญ่ระดับโลกอย่าง “วอร์เรน บัฟเฟตต์” เคยกล่าวถึง “กฎการลงทุน” ของเขาไว้ว่า

   กฎข้อที่ 1 : อย่าขาดทุน
                   
   ทำไม “บัฟเฟตต์” ถึงให้ความสำคัญในเรื่องของการขาดทุน จนถึงกับตั้งเป็นกฎข้อแรก

   นั่นแสดงให้เห็นว่า เขาลงทุนแบบ “Safety First – ปลอดภัยไว้ก่อน” เน้นการ “ไม่เสียเงิน” มากกว่าการ “ทำเงิน”

   แทนที่จะ “เล็งผลเลิศ” เพียงด้านเดียวว่าต้องได้กำไรเท่านั้นเท่านี้ ซึ่งในความเป็นจริงอาจไม่เป็นไปตามที่ตั้งเป้าเอาไว้ เพราะสิ่งที่ไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นได้เสมอในตลาดหุ้น “บัฟเฟตต์” ใช้วิธี “เล็งผลร้าย” ไว้ก่อน ด้วยการประเมินว่า ถ้ามีปัจจัยเลวร้ายเกิดขึ้นมา เขาจะเสียหายหรือไม่เพียงใด เพื่อจะได้เผื่อความปลอดภัยในการลงทุนเอาไว้

   ครั้งหนึ่ง “บัฟเฟตต์” เคยให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ไว้ว่า “ผมมักมองถึงผลลบหรือ Downside ของการลงทุนก่อนเสมอ หมายความว่าถ้าคุณไม่ขาดทุน คุณก็สามารถทำกำไรได้”

   ด้วยมุมมองนี้เองที่ทำให้เขาสามารถยืนหยัดอยู่บนถนนการลงทุนมาได้อย่างยาวนาน

   นอกจาก “บัฟเฟตต์” แล้ว เซียนหุ้นชื่อดังท่านอื่นๆก็มีความเห็นในทำนองเดียวกัน

   “แอนโทนี่ โบลตัน” ผู้จัดการกองทุนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของประเทศอังกฤษ กล่าวว่า งานของนักลงทุนมืออาชีพ ไม่ใช่แค่การมองหาหุ้นดีๆ แต่ต้องพยายามหลีกเลี่ยงหายนะด้วย

   “วิลเลียม โอนีล” เซียนหุ้นเจ้าของผลงานหนังสือ “How to Make Money in Stocks” กล่าวว่า เคล็ดลับของการประสบความสำเร็จในตลาดหุ้น ไม่ใช่การซื้อหุ้นถูกตัวทุกครั้ง แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การขาดทุนให้น้อยที่สุดเมื่อคุณคิดผิด

   เหตุผลที่ต้องระมัดระวังกับ “การขาดทุน” อีกประการหนึ่งก็คือ การขาดทุนทำให้ “เงินต้น” หดหาย ซึ่งการจะกอบกู้กลับมาได้นั้นทำได้ยากกว่าตอนที่เสียไป ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณนำเงินก้อนหนึ่งไปลงทุน แล้วปรากฏว่าขาดทุนไป 50% เท่ากับเงินลงทุนของคุณเหลือเพียงครึ่งเดียว การที่คุณจะใช้เงินลงทุนที่เหลืออยู่ไปทำกำไรให้ได้เงินกลับมาเท่าเดิมได้ คุณจะต้องทำกำไรให้ได้ถึง 100% หรือกำไร 1 เท่าตัว ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ 
         
   แม้แต่พ่อมดการเงินผู้ยิ่งใหญ่อย่าง “จอร์จ โซรอส” ก็ยังมีกฎว่า จงรักษาเงินต้นไว้ให้ได้เสมอ เขาเปรียบเปรยว่า การขาดทุนไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใด ทำให้เขารู้สึกเหมือนเดินถอยหลังกลับไปสู่จุดต่ำสุดของชีวิตอีกครั้ง

   เพราะฉะนั้นในการลงทุนจึงไม่ควรจับจ้องอยู่แต่เพียงผลกำไร จนมองข้ามปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เราขาดทุน   

   กฎที่ว่า “อย่าขาดทุน” ของ “บัฟเฟตต์” นั้น อีกมุมหนึ่งก็เหมือนเป็นการเตือนสตินักลงทุนว่า การลงทุนแต่ละครั้ง ควรทำด้วยความรอบคอบ ศึกษาข้อมูลให้ดี มีการวิเคราะห์อย่างรอบด้านเพื่อให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด

   แต่อย่างไรก็ตาม ในยามที่เกิดปัญหาหรือวิกฤติหนักๆ ก็อาจเป็นเรื่องสุดวิสัยที่นักลงทุนจะหลีกเลี่ยงจากสภาวะขาดทุนได้ ซึ่งเรื่องนี้ “บัฟเฟตต์” มองว่า นักลงทุนอาจขาดทุนในระยะสั้น แต่ในระยะยาวแล้วไม่ขาดทุนอย่างถาวรแน่นอน ถ้าลงทุนอย่างรอบคอบและเผื่อความปลอดภัยเอาไว้เป็นอย่างดี

   “อย่าขาดทุน” คือ กฎการลงทุนข้อที่ 1 ของ “บัฟเฟตต์” หลายคนคงอยากรู้ว่ากฎข้อที่ 2 คืออะไร

   กฎข้อที่ 2 ของ “บัฟเฟตต์” ก็คือ “อย่าลืมกฎข้อที่ 1”

   ถ้าลืม… กรุณาย้อนกลับไปอ่านใหม่อีกครั้ง !

แสดงความเห็น

Powered by Facebook Comments

Share This Post

Google1DeliciousDiggGoogleStumbleuponRedditTechnoratiYahooBloggerMyspaceRSS

You must be logged in to post a comment Login