หุ้นเทพ

Filed under บทความ
หุ้นที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงหลัง ๆ ของตลาดหุ้นไทยคือหุ้นเติบโต ซึ่งแสดงผลงานในการสร้างผลกำไรที่เติบโตในช่วงที่ผ่านมาได้อย่างยอดเยี่ยม จนตลาดหุ้นให้ Premium กับหุ้นกลุ่มนี้ บางตัวถูกซื้อขายด้วย PE สูงมากกว่า 30 เท่า เรียกได้ว่าเป็นหุ้นเทพในยุคนี้

ในประวัติศาสตร์หุ้นไทย ยังไม่เคยมีช่วงเวลาไหนที่หุ้นเติบโตจะจรัสแสงได้ขนาดนี้ เพราะในอดีต นักลงทุนมักจะลงทุนในหุ้นที่เป็นหุ้นแข็งแกร่งที่เป็น Bluechip หรือหุ้นวัฏจักรเสียมากกว่า แม้ว่าหุ้นบางตัวในยุคนั้นจะถูกมองว่าเป็นหุ้นเติบโต แต่ก็มีคุณภาพห่างจากเกณฑ์หุ้นเติบโตในนิยามของปีเตอร์ ลินช์อยู่มาก นั่นคือคุณภาพของกำไรของหุ้นในยุคนั้นไม่แน่นอน และผันผวนไปตามสภาวะอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ

ด้วยผลงานย้อนหลังที่การันตีคุณภาพเสียขนาดนี้ นักลงทุนหลายคน โดยเฉพาะนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า จึงนิยมถือหุ้นเติบโตที่มีราคา PE สูงลิ่ว ยิ่งเป็นนักลงทุนหน้าใหม่ ก็ซื้อหุ้นเหล่านี้เพราะคิดว่าเป็นจุดปลอดภัย และจะทำให้สามารถเรียกตัวเองว่าเป็น“นักลงทุน VI” ได้เต็มปาก จนทำให้ผมนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา สมัยที่หุ้นเติบโตกำลังเบ่งบานดั่งเช่นตลาดหุ้นบ้านเรา

ในประเทศอเมริกาหุ้นเติบโตค่อย ๆ ได้รับความนิยมมากขึ้น ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างมากในยุคที่อเมริกาผ่านพ้นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยไม่บอบช้ำเหมือนภาคพื้นยุโรปที่เป็นสมรภูมิรบหลักของสงคราม อเมริกามีคนหนุ่มสาวจำนวนมาก (เรียกคนกลุ่มนี้ว่ายุค  Baby boomer) ที่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ และเช่นเดียวกันกับธุรกิจในอเมริกาที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดทั้งในแง่การส่งออกและการใช้จ่ายในประเทศ

ด้วยสภาวะนี้เอง ราวปี 1960s – 1970s ก็ถือกำเนิดหุ้นกลุ่มหนึ่งที่ถูกตั้งฉายาว่า Nifty Fifty หรือ50 หุ้นเทพ เป็นนิยามให้กับหุ้น 50 ตัวชั้นเลิศที่อยู่ในตลาด NYSE (New York Stock Exchange) นักลงทุนทุกคนต่างแห่เข้ามาซื้อหุ้นกลุ่มนี้ ด้วยคุณภาพหุ้นที่สูง เช่นกิจการอย่าง Johnson & Johnson, McDonald’s, Coke, Pepsico, Pfizer, P&G, Xerox, IBM เป็นต้น หุ้นกลุ่มนี้สร้างผลกำไรที่เติบโตได้ทุกปีในอดีต และมีพื้นฐานทางธุรกิจที่แข็งแรง นักลงทุนจึงซื้อโดยไม่เกี่ยงราคา และถือหุ้นกลุ่มนี้เอาไว้โดยไม่ขาย (Buy & Hold Strategy) กลยุทธ์นี้เรียกว่า One Dicision makingหรือตัดสินใจครั้งเดียวจบ ไม่ต้องเปลี่ยนหุ้น ไม่ต้องคิดจะขาย มีแต่ถือแล้วรอรวยอย่างเดียว

สภาวะแวดล้อมยิ่งทำให้หุ้นกลุ่มนี้ได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะตลาดหุ้นเกิดสภาวะกระทิงในช่วงต้นทศวรรษ 1970s ดันให้ราคาหุ้นให้สูงขึ้นไปอีก ทุกคนทำกำไรได้อย่างง่ายดาย โดยแค่ซื้อหุ้นดี ๆ และถือเอาไว้นาน ๆ จนท้ายสุดยุคตกต่ำของตลาดหุ้นก็เกิดขึ้น เมื่อเกิดสภาวะตลาดหมี หุ้นเหล่านี้ที่ถูกให้ PE สูงถึง 30-50 เท่าจากความคาดหวังที่เกินความจริง ก็ตกลงมาอย่างหนัก กลับสู่ราคาพื้นฐานของมัน และนักลงทุนก็ขาดทุนกันถ้วนหน้า ยิ่งเข้ามาทีหลังก็ยิ่งเจ็บตัวหนักเท่านั้น

ผมไม่ได้เขียนบทความนี้เพื่อบอกว่าขณะนี้หุ้นเติบโตในประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดอันตราย เพราะในประวัติศาสตร์ของ Nifty Fifty ก็มีหุ้นดี ๆ หลุดรอดจากสภาวะนั้นมาได้ เช่นหุ้น Walmartซึ่งแม้ว่าจะซื้อมาในราคาแพงขนาดไหนในช่วงนั้น หุ้นตัวนี้ได้สร้างผลกำไรเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยคุณภาพแท้ ๆ ที่ไม่เกิดจากการคิดกันไปเองของนักลงทุน สามารถสร้างผลกำไรได้อย่างงดงามด้วยผลตอบแทนเกือบ 30% ต่อปีทบต้น ในระยะเวลา 29 ปี เรียกได้ว่าถือหุ้นตัวนี้เฉย ๆ ก็สามารถชนะนักลงทุนชั้นยอดได้ทุกคนในโลกทีเดียว และอธิบายได้ว่าการถือหุ้นเติบโตที่มีคุณภาพสร้างความสำเร็จให้นักลงทุนระยะยาวได้แค่ไหน

จุดสำคัญคือ ในของเทียมมีของแท้ ในของแท้มีของเทียม ในของแท้มีของคุณค่า ในของเทียมมีของไม่คุ้มค่า ที่สำคัญที่สุดคือการกลับมาที่พื้นฐาน การประเมินมูลค่ากิจการให้ได้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะในตลาดหุ้นนั้น “ตาดีได้ ตาร้ายเสีย” ตาที่ดีของนักลงทุนต้องทำหน้าที่เหมือน “ตาชั่ง” คอยชั่งตวงวัดมูลค่าหุ้น มิใช่“ตา” ที่เอาแต่ดูที่ราคานั่นเองครับ


แสดงความเห็น

Powered by Facebook Comments

Share This Post

Google1DeliciousDiggGoogleStumbleuponRedditTechnoratiYahooBloggerMyspaceRSS

You must be logged in to post a comment Login