หุ้นนอกสายตา

Filed under บทความ

สัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสพบปะสังสรรค์กับเพื่อนเก่าที่เคยเรียนอยู่มหาลัยเดียวกันปัจจุบันหลายๆ คนก็มีเส้นทางชีวิตของตัวเองบ้างก็อยู่ในสายงานวิศวกรรมโยธาอย่างที่ได้เรียนมาบ้างออกทำงานในสายการเงิน บ้างก็ไปเป็นผู้จัดการกองทุนและบ้างก็ออกมาลงทุนเต็มเวลาแปลกที่เมื่อก่อนสมัยที่เรียนอยู่มหาลัยหรือจบใหม่ๆเรื่องที่มักจะถูกนำมาพูดคุยกันในโต๊ะอาหารมักจะเป็นเรื่อง แฟนคนนั้นคนนี้ อกหัก ดารา ภาพยนต์ หรือแม้แต่เรื่องเกมส์ออนไลน์แต่วันนั้นที่เจอกันเรื่องที่นำมาคุยกัน 90%จะเกี่ยวกับเรื่องหุ้นและการลงทุน

กลับมาเรื่องที่ผมอยากจะพูดถึงวันนี้ เรื่อง หุ้นนอกสายตาซึ่งผมได้ไอเดียนี้มาจากเพื่อนคนนึงซึ่งตอนนี้ออกมาลงทุนเต็มตัวแล้วผมคิดว่าน่าสนใจดีเลยนำมาเล่าสู่กันฟังปกติผมก็เป็นคนนึงที่ชอบหาหุ้นนอกสายตาเพื่อเข้าลงทุนโดยหลักๆแล้วหุ้นนอกสายตาอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. นอกสายตานักลงทุนรายย่อยหุ้นพวกนี้มักจะเป็นหุ้นที่ไม่มีโวลุ่ม และมี Market Cap ค่อนข้างเล็กหรือ น้อยกว่า 1,000 ล้านถ้าลองสังเกตดูจะพบว่ามักมีการซื้อขายต่อวันน้อยกว่า 0.5% ของ Market Capทั้งหมด หรือบางครั้งอาจจะน้อยกว่านั้นมากๆ พูดได้ว่าสภาพคล่องน้อยหุ้นประเภทนี้มักจะยังไม่อยู่ในสายตาของนักลงทุนรายย่อยนักลงทุนที่มีพอร์ตขนาด 10 ล้านบาทขึ้นไปอาจใช้เวลานานในการสะสมหุ้นประเภทนี้ ข้อดีของหุ้นประเภทนี้ คือ มักจะมีMargin of Safety หรือพูดอีกแง่นึงคือ Downside risk ไม่สูงนักส่วนข้อเสียของหุ้นประเภทนี้คือ มักมองเห็น upside ได้ไม่ชัดเจนราคาอาจจะ +-10% มาเป็นช่วงเวลานาน หรือ กำไรอาจโตเพียงตามเงินเฟ้อทุกๆปีแม้ว่าหุ้นบางตัวอาจจะให้ปันผลไม่แย่นักเพราะฉะนั้นจุดสำคัญที่สุดในการเลือกลงทุนในหุ้นประเภทนี้คือ ตัวเร่งที่จะสามารถทำให้หุ้นนอกสายตานักลงทุนรายย่อย กลายเป็น หุ้นเข้าตาไม่ว่าจะเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากวงจรเศรษฐกิจหรือการเปลี่ยนแปลงภายในบริษัทที่เราคาดการว่าจะนำไปสู่งการเปลี่ยนแปลงไปทางที่ดีอย่างถาวรของบริษัทเช่น เปลี่ยนผู้บริหาร ปรับโครงสร้างหนี้ ขายบริษัทย่อย (ตัดเนื้อร้าย)เปลี่ยนวิธีการบันทึกบัญชี เปลี่ยนนโยบายทางการเงินบางอย่าง หรืออื่นๆ

2. นอกสายตานักลงทุนสถาบันหุ้นพวกนี้จะแตกต่างจากหุ้นประเภทแรก คือเมื่อมองในมุมของนักลงทุนรายย่อยนั้นโวลุ่มเพียงพอที่จะซื้อขายได้ภายในครั้งเดียวโดยไม่กระทบกับการเปลี่ยนแปลงของราคาตลาดในขณะนั้นมากนักโดย Market Cap จะไม่เกิน 10,000ล้านบาทและมีการซื้อขายต่อวันโดยเฉลี่ยไม่เกิน 50 ล้านบาทหุ้นประเภทนี้อาจจะยังอยู่นอกสายตานักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศเนื่องจากมี เงื่อนไขไม่ตรงกับเงื่อนไขที่สามารถลงทุนได้หุ้นประเภทนี้เป็นหุ้นที่น่าสนใจลงทุนอย่างมากสำหรับนักลงทุนที่มีพอร์ตเกิน10 ล้านบาท เนื่องจากปัญหาการซื้อขายของหุ้นจากสภาพคล่องน้อยกว่าประเภทแรกและยังมีโอกาสทำกำไรได้มากเมื่อหุ้นดังกล่าวทำกำไรได้มากและทำให้ Marketcap เข้าเงื่อนไขของนักลงทุนสถาบันหุ้นประเภทนี้สังเกตได้จากการดูรายชื่อผู้ถือหุ้นในปัจจุบันและบางบริษัทอาจจะมีตัวเร่งที่เกี่ยวข้องกับ Free float ในตลาด เช่นบริษัทมีการแตกพาร์ ผู้ถือหุ้นใหญ่ประกาศลดสัดส่วนการถือหุ้น และอื่นๆ

หุ้นนอกสายตาทั้งสองประเภทมีโอกาสทำกำไรให้กับผู้ถือหุ้นได้อย่างเป็นกอบเป็นกำเมื่อมันเปลี่ยนสภาพเป็น หุ้นเข้าตาการลงทุนในหุ้นนอกสายตานั้นอาจจะใช้เวลาและความพยายามค่อนข้างมากโดยเฉพาะหุ้นนอกสายตาประเภทแรก เนื่องจากมักจะไม่มีบทวิเคราะห์ ไม่มีOppday และไม่ค่อยมีบทสัมภาษน์จากผู้บริหารบางครั้งก็ต้องใช้ความอดทนรอคอยนักลงทุนรายอื่นหันมาสนใจในหุ้นดังกล่าวซึ่งจะกลายเป็นต้นทุนทางด้านเวลาของเราส่วนหุ้นนอกสายตานักลงทุนสถาบันนั้น แม้ว่าหาข้อมูลได้ไม่ยากนักแต่ก็มีความเสี่ยงทางด้าน Downside risk ที่มากขึ้นกว่าประเภทแแรกเนื่องจากว่าหุ้นอาจจะเข้าตานักลงทุนรายย่อยไปนานแล้ว และนำไปสู่ง Marginof Safety ที่ลดลง ทำให้เราต้องพิจารณาอย่างถ้วนถี่ก่อนการลงทุนสุดท้ายการหาความรู้และฝึกฝนอย่างเป็นประจำโดยเฉพาะการพิจารณาถึงกุญแจ 5ดอกของการลงทุนที่ได้พูดไปในบทความที่ผ่านมาจะช่วยให้เราป้องกันการสูญเสียเงินต้นและสร้างความมั่งคั่งได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

แสดงความเห็น

Powered by Facebook Comments

Share This Post

Google1DeliciousDiggGoogleStumbleuponRedditTechnoratiYahooBloggerMyspaceRSS

You must be logged in to post a comment Login