หุ้นดี PE 10 เท่า

Filed under บทความ

จากบทความคราวที่แล้วที่เราเลือกกิจการที่มีคุณภาพชั้นยอดระดับโลก โดยอ้างอิงจากการจัดอันดับ The Most Admired Companies โดยนิตยสาร FORTUNE แล้วมองย้อนไปดูการลงทุนหุ้นเหล่านี้ที่ PE ในระดับ 50 เท่าว่าผลเป็นอย่างไร มาในบทความนี้เราจะมาต่อกันด้วยหัวข้อที่ว่า หากเรามีการตั้งเกณฑ์การลงทุนของเราว่า หุ้นที่เราจะซื้อลงทุน ต้องมีค่า PE ในระดับ 10 เท่าหรือต่ำกว่า ในรอบยี่สิบปีที่ผ่านมา (1998-2018) เราจะมีโอกาสได้ลงทุนในหุ้นของกิจการระดับ Super Stocks 15 ตัวที่มีรายชื่อดังต่อไปนี้หรือไม่? 1) American Express 2) P&G 3) APPLE 4) Starbucks 5) Disney 6) FedEx 7) Nike 8) Coke 9) Johnson & Johnson 10) McDonalds 11) 3M 12) Marriott 13) Boeing 14) GE และ 15) ExxonMobil และถ้ามี โอกาสในการลงทุนนั้นจะเกิดขึ้นบ่อยเพียงใด? 

จากการตรวจสอบค่า PE(TTM) ย้อนหลัง 20 ปีของหุ้นดังกล่าวขั้นต้น พบว่า จากทั้งหมด 15 ตัว มีหุ้นอยู่ 9 ตัวที่ PE เคยไปแตะที่ระดับ 10 เท่าหรือต่ำกว่า ส่วนที่เหลืออีก 6 ตัวไม่เคยลงไปถึงระดับนั้นเลย และเป็นที่น่าสังเกตว่า โอกาสทองที่จะสามารถซื้อหุ้น Super Stocks ทั้ง 9 ตัวในราคาที่ติดดินนั้น ก็คือช่วง Subprime Crisis ในช่วงกลางปี 2008 – ต้นปี 2009 นอกเหนือจากนั้น จะมีพิเศษ 3 กรณีของหุ้น APPLE, BOEING และ EXXON ซึ่งเกิดทำให้ค่า PE ลงมาอยู่ในระดับต่ำ โดยของ APPLE เกิดในปี 2013 และ 2016 ซึ่งค่า PE ของ APPLE ลงมาแตะระดับ 9.8 เท่า ทั้งนี้เป็นเพราะว่ากำไรของ APPLE ลดลง YOY โดยในปี 2013 ลดลงราว 10% และในปี 2016 ลดลงราว 14% ซึ่ง Warren Buffett ก็อาศัยโอกาสทองในช่วงปี 2016 นี้เริ่มสะสมหุ้น APPLE เป็นต้นมา

ในส่วนของ BOEING เป็นกรณีพิเศษเพราะเกิดการก่อการร้ายเครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ทำให้ในเดือนเดียวกันนั้น PE ของโบอิ้งตกลงมาเหลือเพียงราว 8.5 เท่า ในส่วนของ EXXON นั้นขึ้นลงตามความต้องการน้ำมันและเศรษฐกิจโลก เป็นหุ้นที่นักลงทุนมีโอกาสซื้อได้ ณ จุดที่ PE ต่ำกว่า 10 มากที่สุดในบรรดาหุ้นทั้งหมดที่เลือกมา 15 ตัว โดยในช่วงตั้งแต่ปี 2006 – 2012 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษกิจโลกกำลังอิ่มตัวและเข้าสู่การถดถอยอย่างรุนแรงในปี 2008-2009 ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวช้าๆในปี 2010-2012 ทำให้ราคาหุ้น EXXON นั้นเคลื่อนไหวส่วนใหญ่อยู่ที่ PE เพียง 12 เท่าหรือต่ำกว่าในช่วง 6 ปีนั้น

แล้วเราได้ข้อสรุปอะไรจากการศึกษาเรื่องนี้บ้าง? หนึ่ง หุ้นของกิจการระดับแนวหน้าของโลก มักไม่ลงมาซื้อขายกันที่ PE ระดับต่ำ แต่ถ้าเป็นวิกฤตซึ่งใหญ่โตระดับชาติ อย่างในตอนวิกฤต Subprime หุ้นเหล่านี้ก็จะลงมา ซึ่งในรอบยี่สิบปีที่ผ่านมา เกิดโอกาสอย่างนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ในช่วงวิกฤตนั้น หุ้น Super Stocks เหล่านี้จะถูกซื้อขายที่ PE ระดับต่ำอยู่เพียง 3 เดือน – 1 ปี หลังจากนั้นตลาดจะค่อยๆกลับไปซื้อขายกันที่ PE สูงขึ้น ปัญหาคงอยู่ที่ว่า หากเกิดวิกฤตจริงๆแบบนั้นขึ้นมา นักลงทุนจะกล้าซื้อหรือไม่? เพราะถึงแม้ว่า PE จะดูต่ำ ราคาดูจะถูก แต่ในความเป็นจริงในสภาวะนั้น ความเสี่ยงมีมากมายเต็มไปหมด ธนาคารจะล้มหรือเปล่ายังไม่รู้ ดังนั้นผมคิดว่า การจะกำเงินรอไปซื้อตอนวิกฤตอย่างเดียว อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก

สอง จากหุ้นที่เลือกมา 15 ตัวดูเหมือนว่ากิจการที่ขายอาหารและเครื่องดื่มจะมีความทนทานต่อวิกฤตมากที่สุด ทั้งนี้ดูจากค่า PE ของ Starbucks, McDonalds และ Coca-Cola ซึ่งทรงตัวอยู่ในระดับสูงตลอดช่วงของวิกฤต แม้แต่ในวันที่ Lehman Brothers บริษัทการเงินระดับหัวแถวของอเมริกาประกาศล้มละลาย หุ้นของ Starbucks ก็ยังคงซื้อขายกันที่ PE 23.94 เท่า และ หุ้นโค้กก็ซื้อขายกันระดับ 22.08 เท่า ไม่ได้ลงมาในระดับต่ำ 10 เหมือนกิจการอื่นๆ อย่างเช่น AMEX และ GE ซึ่งมีธุรกิจเกี่ยวกับการเงิน ในช่วงวิกฤตหุ้นทั้งสองเคยซื้อขายกันที่ PE ต่ำกว่า 5 เท่า

สาม จุดเหมาะสมที่จะรอซื้อ Super Stocks เหล่านี้ในระดับที่คุ้มค่าและไม่ต้องรอวิกฤตหรือ เหตุการณ์พิเศษ ผมคิดว่าน่าจะเป็นจุดที่ PE ของหุ้นเล่านี้ลงมาอยู่ในระดับเท่ากับหรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ PE ดัชนี S&P500 ในรอบ 118 ปี ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 16 เท่า ซึ่งในระดับดังกล่าวอาจจะนับได้ว่าเป็นระดับที่ปลอดภัยพอสมควร เพราะว่าคุณภาพของกิจการเหล่านี้สูงกว่าค่าเฉลี่ย เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนั้นๆ อีกทั้งมีแบรนด์ที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลก และมีผู้บริหารที่เก่งกาจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่มีแสดงมูลค่าอยู่ในงบดุลหรืองบกำไรขาดทุนของบริษัท แต่กระนั้นก็ตาม นักลงทุนควรมีความเข้าใจในธุรกิจของหุ้นนั้นๆอย่างถ่องแท้ด้วย การดูแต่ค่า PE อย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ในทุกมิติของกิจการ

การซื้อหุ้นดี PE สูงอาจจะมีความเสี่ยง ดูเหมือนตามกระแส แต่ก็ยังมีหลายกรณีที่นักลงทุนสามารถทำกำไรได้ แต่จะดีกว่าไหมครับ ถ้าเราสามารถซื้อหุ้นดี ในตอนที่ PE ก็ไม่สูงด้วย สิ่งที่ยากอย่างยิ่งในการซื้อหุ้นดี PE ไม่สูงคือ นักลงทุนต้องรู้จักอดทนและรอคอย เหมือนที่ Warren Buffett เคยเปรียบเทียบกับการตีเบสบอลว่า เขาจะอดทนรอให้ลูกบอลผ่านไปลูกแล้วลูกเล่า จนเมื่อไหร่เขาเห็นบอลเข้าทางไม้ของเขา เขาก็พร้อมจะเหวี่ยงไม้อย่างสุดแรง ถ้าเราศึกษาประวัติกิจการชั้นยอดของโลก เราจะเห็นว่าแทบจะทุกบริษัทจะต้องมีช่วงที่เผชิญปัญหาทั้งนั้น ดังนั้นไม่ต้องกล้วว่าจะพลาดโอกาส เพราะโอกาสในตลาดหุ้นนั้นแท้จริงมีอยู่เสมอ ขึ้นกับว่านักลงทุนจะมีความรู้พอที่จะเห็นมันหรือไม่เท่านั้น

แสดงความเห็น

Powered by Facebook Comments

Share This Post

Google1DeliciousDiggGoogleStumbleuponRedditTechnoratiYahooBloggerMyspaceRSS

You must be logged in to post a comment Login