หวยนายกปู

Filed under บทความ

            กิจกรรม  “ทางการเงิน”  ที่คึกคักที่สุด “ตลอดกาล”  ของคนไทยที่เรียกกันว่า  “รากหญ้า”  ก็คือ  การเล่นหวยและลอตเตอรี่   สมัยที่ผมเรียนจบปริญญาตรีใหม่ ๆ  และไปทำงานเป็นวิศวกรโรงงานในต่างจังหวัดกว่า 30 ปีมาแล้วนั้น   ทุกครั้งที่มีการออกหวย  โรงงานทั้งโรงที่ปกติจะมีเสียงดังอึกทึกจากการทำงานจะเงียบลงเพราะคนงานต่างก็ใจจดใจจ่อกับการฟังเลขที่ออก  หลังจากการออกรางวัล  คนบางคนที่ถูกรางวัลก็จะดีใจจนไม่เป็นอันทำงาน  ส่วนคนจำนวนมากที่ “ถูกกิน”  ก็จะเสียใจจนไม่เป็นอันทำงานเหมือนกัน   สรุปแล้วในวันหวยออกนั้น  ประสิทธิภาพการทำงานของคนงานจะตกลงไปอย่างเห็นได้ชัด  ผมเองไม่ได้เล่นหวย  แต่เพื่อนวิศวกรบางคนนั้นซื้อลอตเตอรี่เป็นประจำ  เหตุผลของเขาก็คือ  การซื้อลอตเตอรี่นั้น  อย่างน้อยก็ทำให้มีความหวังว่าจะรวยได้แม้จะมีโอกาสเพียงน้อยนิด   ถ้าไม่ซื้อแล้วจะรวยได้อย่างไร?  คิดดูแล้วก็จริง  ในสมัยก่อนนั้น   การเป็นลูกจ้างกินเงินเดือนไม่มีทางรวย  ไม่เหมือนสมัยนี้ที่เรามีตลาดหุ้นที่เป็น  “หนทางรวย”  อีกทางหนึ่งของคนกินเงินเดือน  นอกเหนือไปจากลอตเตอรี่

            ผมไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้โรงงานมีสภาพอย่างไรในวันหวยออก  แต่ผมยังเชื่อว่าหวยก็ยังเป็นสิ่งที่คนไทยเล่นกันมากทั่วประเทศและก็ยังมากกว่าตลาดหุ้น   ดังนั้น  การ  “วิเคราะห์”  และ “หาเลขเด็ด”  จึงเป็นเรื่องที่ทำกันเป็นปกติ   ในอดีตนั้น  ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเกจิอาจารย์สำคัญทางศาสนา   ก็จะมีการเก็งเลขเด็ดเพื่อไป  “แทงหวย”  กัน  หลายครั้งหวยก็ออก  “ตรง”  จนน่าทึ่ง  บางครั้งเลขที่ออกก็อาจจะ  “สลับ”  ตัวกันบ้าง   คนจำนวนมากเชื่อว่า   “พระอาจารย์ให้หวย”   บางครั้งก็ให้ตรง ๆ   บางครั้งเราก็ต้อง  “ตีความ”   แต่ประเด็นสำคัญก็คือท่านคงรู้หรือมีอิทธิพลต่อเลขที่จะออกในงวดหน้าจริง ๆ  และถ้าเราอ่านใจท่านได้ถูกต้อง  โอกาสถูกรางวัลก็มีสูง

            ในช่วงนี้หวยนั้นรู้สึกว่าจะมาลงที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย  เหตุการณ์ก็คือ  เริ่มมีคนสังเกตเห็นว่าหมายเลขที่ออกนั้น  “ตรง”  กับตัวเลขหลายอย่างเกี่ยวกับนายกปูอย่างไม่น่าเชื่อ  เริ่มตั้งแต่หมายเลขทะเบียนรถของนายก  ลำดับของการเป็นนายกของไทย  อาจจะมีเรื่องของบ้านเลขที่ของบ้านนายก  วันเกิดนายก  และล่าสุดหลังจากที่เลขออกมา “ถูก” หลายงวด  อะไรที่เกี่ยวกับนายกปูและมีตัวเลขเข้ามาเกี่ยวข้อง  เช่น  ห้องพักฟื้นในโรงพยาบาลที่นายกป่วยและต้องเข้าใช้บริการก็กลายเป็นตัวเลขที่คนเอาไปแทงกันมากจนราคาของสลากที่มีเลขท้ายตรงกันปรับตัวสูงขึ้นเป็นสองร้อยบาทต่อใบเป็นต้น 

            ผมคงไม่ต้องพูดย้ำว่าหมายเลขที่ออกกับตัวเลขที่ติดอยู่หรือเกี่ยวข้องกับนายกปูนั้น  ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน   หมายเลขที่ออกจากกองสลากนั้น   เป็นหมายเลขที่เรียกว่า  Random  หรือออกโดยไม่มีรูปแบบอิงกับอะไรทั้งสิ้น  ดังนั้นไม่มีใครสามารถกำหนดหรือคาดเดาได้   การที่ตัวเลขไปตรงกับหมายเลขบางตัวที่เกี่ยวกับนายกปูนั้นเป็นเรื่องบังเอิญเท่านั้น  หรือบางทีมันก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ  แต่มันเป็นเรื่องที่เราไปหาตัวเลขที่เกี่ยวกับนายกปูที่มันตรงกับรางวัลเลขท้ายหลังจากที่เลขมัน  “ออกมาแล้ว”  ตัวอย่างเช่น  เลขที่ออกคือ  28  คนก็พยายามไปหาว่ามีตัวเลขไหนที่เกี่ยวข้องก็พบว่านายกปูเป็นนายกคนที่  28  แล้วก็ไปสรุปว่าเลขออกมาตรงทั้ง ๆ  ที่ก่อนหน้านี้อาจจะไม่มีใครพูดถึง  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  นายกปูนั้น  มีตัวเลขที่เกี่ยวข้องจำนวนมากเผลอ ๆ  ถ้านับจริง ๆ  อาจจะเป็น 100 หมายเลข  เอาเฉพาะรถยนต์ก็มีน่าจะเกือบ 10 คัน ที่มีหมายเลขทะเบียนรถติดอยู่    วันที่เกี่ยวข้องเช่นวันเกิดตัวเองและคนในครอบครัว  วันรับตำแหน่ง  ต่าง ๆ  ก็น่าจะมีเป็น 10 วัน  เหล่านี้เป็นต้น    ซึ่งทำให้รางวัลเลขท้ายสองตัวที่ออกอย่างไรเสียก็ต้องตรงกับหมายเลขใดหมายเลขหนึ่ง  ดังนั้น  เรื่อง  “นายกปูให้หวย”  จึงไม่ใช่เรื่องจริงและไม่ใช่เรื่องอัศจรรย์แต่เป็นเรื่องของความบังเอิญและเป็นเรื่องของการเล่นข่าวเท่านั้น

            เทคนิคในการทำเรื่องบังเอิญหรือเรื่องที่ไม่ได้มีเหตุมีผลที่สัมพันธ์กันให้เป็นเรื่อง “มหัศจรรย์”  หรือน่าทึ่งแบบเรื่องหวยที่กล่าวถึงยังมีอีกมาก  หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องของ  เทคนิคหรือวิธีในการ  “สร้างความสำเร็จ”   ซึ่งผมเคยอ่านมามากมายแต่หลายเรื่องผมคิดว่ามันไม่น่าจะจริงแต่เป็นเรื่องของ  “ความลำเอียง”  ที่เรามักจะนับเฉพาะคนที่สำเร็จแต่ไม่นับคนที่ล้มเหลวจากเท็คนิค  ตัวอย่างเรื่องที่ผมเคยอ่านพบนั้นบอกว่าถ้าคุณอยากได้อะไรหรืออยากรวยแค่ไหนนั้น  คุณแค่คิดว่าอยากได้  ไม่ต้องใช้ความพยายามหรือหาวิธี  หลังจากนั้นสิ่งที่คุณต้องการก็จะมาภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน  เสร็จแล้วก็จะมีคนมาบอกว่าเขาทำได้จริง ๆ  โดยวิธีนี้   ประเด็นไม่ใช่ว่าเขาโกหก  แต่อาจจะเป็นว่าคนที่คิดมีเป็นหมื่นเป็นแสนคน  คนที่ทำได้อาจจะมีเพียง 1 หรือ 2 คน ที่มาบอกว่าเทคนิคใช้ได้  ส่วนคนเป็นหมื่นที่ทำไม่ได้นั้นไม่ได้มาบอก  ดังนั้น  ถ้าวิเคราะห์จริง ๆ  ก็น่าจะเป็นว่าคนที่คิดแล้วได้เงินจริง ๆ  นั้น  เขาได้มาโดยบังเอิญไม่เกี่ยวกับเทคนิค  ส่วนเทคนิคนั้นใช้ไม่ได้เลย

          เรื่องของ “ยา” หรือเทคนิครักษาโรค  “มหัศจรรย์”  ก็เป็นเรื่องที่มีข่าวออกมาเสมอ  นี่ก็อาจจะคล้าย ๆ  กัน  คือเป็นเรื่องของการที่คนใช้แล้วได้ผลนำมาพูดเพียงไม่กี่คน  คนเหล่านี้อาจจะหายหรือทุเลาลงมากโดยบังเอิญ   ว่าที่จริงร่างกายคนเราก็มีกลไกในการรักษาตนเองอยู่แล้ว  คนไม่ได้กินยาหรือใช้เทคนิคก็มีโอกาสหายได้อยู่แล้วแม้ว่าจะมีโอกาสน้อย    แต่คนที่กินยาและใช้เทคนิคจำนวนอาจจะเป็นพันเป็นหมื่นอาจจะไม่ได้ผลอะไรเลยและบางคนก็ตายไปโดยไม่ได้มาพูดว่ายาใช้ไม่ได้ผล   คนที่รอดมักจะดีใจมากและพูด “เสียงดัง”  ทำให้เกิดความรู้สึกว่านี่คือ “ยา” หรือเทคนิคมหัศจรรย์  คนที่ได้ฟัง  โดยเฉพาะเป็นคนป่วยที่  “สิ้นหวัง” แล้วนั้น  ก็มักจะเชื่ออย่างศรัทธา  แต่ความเป็นจริงก็คือ  ยานี้ใช้ไม่ได้ผล

            กลับมาที่เรื่องของการลงทุนในหุ้น  เทคนิคการลงทุนนั้นมีผู้คิดและนำเสนอมากมายนับไม่ถ้วน  จำนวนมากอ้างว่าเป็นเทคนิค  “มหัศจรรย์”  สามารถทำเงินเป็นร้อยเป็นพันล้านบาทได้  คนที่ใช้นั้นอาจจะมีจำนวนมากหรือน้อยเท่าใดก็ยากที่จะนับ   แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร  คนที่ใช้แล้วไม่ได้ผลหรือขาดทุนจะไม่ออกมาพูดอธิบายอะไรเลย  บางทีเขาอาจจะคิดว่าเทคนิคนั้นถูกต้องแต่การใช้ของเขานั้นผิดหรือความรู้ความสามารถของเขาไม่เพียงพอ  ดังนั้นเขาไม่ประสบความสำเร็จ   คนที่ประสบความสำเร็จและอยากพูดนั้น  มักจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง  ทำผลตอบแทนได้สูงมากในระยะเวลาอันสั้น   ภาพที่เขาฉายออกไปอาจทำให้ดูเหมือนกับว่าเทคนิคที่ใช้นั้นมหัศจรรย์  แต่ความเป็นจริงอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญหรือเป็นเหตุผลอื่น  หรืออาจจะเป็นเรื่องของเทคนิคที่บังเอิญเหมาะกับสถานการณ์ในขณะนั้น  การนำเทคนิคไปใช้สำหรับคนอื่นและเวลาอื่น  อาจจะไม่ได้ผล  ว่าที่จริงเป็นเรื่องยากมากที่จะพิสูจน์ว่ามีเทคนิคอะไรที่สามารถจะทำแล้วได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ในเรื่องของการลงทุนในหุ้น

            ข้อสรุปสุดท้ายของผมก็คือ  โลกเรานี้มีสิ่งที่ไม่มีคุณค่าหรือเป็น  “อวิชา”   ที่ถูกนำมา  “ขาย”  ให้เป็นสิ่ง  “มหัศจรรย์” ทั้งโดยคนที่หลอกลวงและคนที่เชื่ออย่างบริสุทธิใจว่ามันเป็นสิ่งที่วิเศษ  หลายสิ่งนั้นไม่ได้มีต้นทุนอะไรและก็ไม่ได้ทำให้  “คนซื้อ”  เดือดร้อนหรือเสียหายนี่ก็คงไม่เป็นปัญหานัก  แต่หลายอย่างมี  “ต้นทุน”  ที่สูงมาก  เช่น  เราซื้อหุ้นด้วยเทคนิคที่เราคิดว่าดีแต่จริง ๆ ใช้ไม่ได้ซึ่งทำให้เราขาดทุนหนัก  เพราะฉะนั้น  ทุกครั้งที่เราได้ยินว่ามี  “สิ่งมหัศจรรย์ใหม่”  เราควรที่จะพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจริงไหม?   จากประสบการณ์ของผมพบว่า  เกือบทั้งหมดไม่ใช่เรื่องจริง

แสดงความเห็น

Powered by Facebook Comments

Share This Post

Google1DeliciousDiggGoogleStumbleuponRedditTechnoratiYahooBloggerMyspaceRSS

You must be logged in to post a comment Login