สงครามสนามเพลาะ

ในสงครามโลกครั้งที่สองนั้น  ฝ่ายอักษะที่นำโดยเยอรมันใช้สงคราม  “สายฟ้าแลบ”  ในการรุกรบกับฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นส่วนใหญ่  สงครามสายฟ้าแลบนั้นทำโดยมีหลักการหรือยุทธวิธีใหญ่ ๆ  3 ประการด้วยกันนั่นก็คือ  หนึ่ง  วางกลยุทธการเข้าทำศึกอย่างรอบคอบและชาญฉลาดโดยมีเป้าหมายสำคัญก็คือ  ใช้กำลังเข้ายึดตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่ทำให้ได้เปรียบศัตรู  ฆ่าและทำลายฝ่ายตรงข้ามเพื่อให้ยอมแพ้อย่างรวดเร็ว  สอง  จะต้องมีการรวมกำลังทหารและทรัพยากรจำนวนมากอยู่ในจุดเน้นที่แคบเพื่อเพิ่มอำนาจในการยิง  และสาม  การเข้าโจมตีจะต้องเป็นเรื่องที่ฝ่ายตรงข้าม “นึกไม่ถึง”  ในสงครามแบบสายฟ้าแลบนั้น  ฝ่ายที่เข้าโจมตีจะต้องมีแม่ทัพและกองทหารที่มีความสามารถและวินัยสูง  นอกจากนั้นก็จะต้องมีอาวุธและยุทโธปกรณ์ในการรบรวมถึงระบบการสื่อสารที่ดีเมื่อเทียบกับศัตรู

ก็อย่างที่เรารู้  เยอรมันประสบความสำเร็จสูงมากในช่วงแรกของสงครามที่สามารถยึดประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรด้านตะวันตกหลายประเทศรวมถึงฝรั่งเศสที่เป็นผู้นำในเวลาอันสั้น  แต่เมื่อเยอรมันเปิดแนวรบด้านตะวันออกโดยการบุกรัสเซีย  สงครามก็เปลี่ยนไป  เพราะรัสเซียสามารถยันกองทัพเยอรมันไว้ได้แม้จะเสียหายหนักมาก  รัสเซียได้เปลี่ยนสงครามสายฟ้าแลบของเยอรมันให้กลายเป็น  “สงครามยืดเยื้อ”  จนในที่สุดเยอรมันกลายเป็นฝ่ายที่แพ้เพราะ “หมดกำลัง”  ต้องถอยทัพและถูกทหารรัสเซียตามขยี้จนถึงเบอร์ลินและยอมแพ้ในที่สุด

ในการลงทุนนั้น  ผมมักจะพยายามนึกถึงประวัติศาสตร์สงครามเพื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนเพราะผมคิดว่าสงครามและการต่อสู้นั้น   มีอะไรที่คล้าย ๆ  กับการลงทุนที่ว่ามันเป็นกิจกรรมของมนุษย์ที่มักจะต่อสู้แย่งชิงทรัพยากรเพื่อการอยู่รอดและพวกที่ “ชนะ”  ก็คือคนที่ “มองขาด” และใช้กลยุทธ์ที่ถูกต้องในสถานการณ์ที่เหมาะสม

ในตลาดหุ้นไทยในช่วงประมาณ 10- 20 ที่ผ่านมานั้น  คนที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นโดยใช้ยุทธวิธีแบบ  “สายฟ้าแลบ”  นั่นคือ  หนึ่ง  ลงทุนแบบมีการวางแผนและใช้หลักการลงทุนแบบถูกต้องเช่น  การใช้หลักการแบบ Value Investment ที่เน้นคุณภาพของบริษัทจดทะเบียนเป็นหลักรวมถึงการดูราคาหุ้นที่ไม่แพงเกินไป เป็นต้น  สอง  มีการลงทุนแบบ Focus  หรือเน้นการทุ่มเททรัพยากรให้อยู่ในจุดที่แคบ  ลงทุนเม็ดเงินจำนวนมากของตนเองในหุ้นน้อยตัว  และ  สาม  เลือกลงทุนในหุ้นตัวเล็กที่นักลงทุนคนอื่นยังไม่สนใจและไม่มีหรือแทบไม่มีบทวิเคราะห์  เข้าทำนอง  คนยัง  “นึกไม่ถึง”

ผลของการลงทุนแบบ “VI”  ในสไตล์ดังกล่าวนั้น  บ่อยครั้งทำให้พวกเขา  “ชนะ”  อย่างรวดเร็ว  ความหมายก็คือ  ราคาหุ้นวิ่งขึ้นอย่างรวดเร็วและทำกำไรมหาศาลในเวลาอันสั้น   ซึ่งพวกเขาก็มักจะขายทำกำไรก่อนที่จะหาหุ้นหรือ “จุดเข้าตี” ใหม่ซึ่งก็มักจะสำเร็จเป็นส่วนใหญ่  กลายเป็นปรากฏการณ์คล้าย ๆ  กับชัยชนะในแนวรบด้านตะวันตกของเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สอง

“สงครามยืดเยื้อ”  นั้น  เป็นเกมสงครามในแนวรบด้านตะวันออกของเยอรมันต่อรัสเซียในสงครามโลกครั้งที่สองที่จะคอยเตือนใจให้นักกลยุทธ์สงครามและนักลงทุนโดยเฉพาะ VI ตระหนักว่า  สถานการณ์อาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลาและกลยุทธ์ก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปมิฉะนั้นเราก็อาจจะ  “พ่ายแพ้”  อย่างคาดไม่ถึง

ว่าที่จริงสงครามยืดเยื้อนั้น  ไม่ได้เกิดครั้งแรกในสงครามเยอรมันกับรัสเซีย  ตรงกันข้าม  ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นประมาณ 25 ปีนั้น  ต้องเรียกว่าเป็น  “สงครามยืดเยื้อ”  เป็นส่วนใหญ่   และที่น่าเศร้าก็คือ  “ผู้เล่นหลัก”  หรือคู่สงครามเองก็แทบจะซ้ำกันระหว่างครั้งที่หนึ่งกับครั้งที่สองนั่นก็คือ  เยอรมันที่เป็นฝ่าย  “มหาอำนาจกลาง”  ประกอบด้วย เยอรมัน  ออสเตรีย-ฮังการี  และตุรกี ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามก็คือฝ่ายสัมพันธมิตรที่ประกอบด้วยฝรั่งเศส  อังกฤษ  รัสเซีย  เป็นต้น

“ภาพใหญ่”  ของกลยุทธ์การรบในครามโลกครั้งที่หนึ่งก็คือ   มันเป็นการรบหรือสงครามใน  “สนามเพลาะ”  นั่นก็คือ  คู่ต่อสู้ทั้งสองฝ่ายต่างก็ขุดสนามเพลาะเป็นแนวรับเพื่อป้องกันไม่ให้ข้าศึกบุกผ่านเข้ามายึดชัยภูมิและเมืองสำคัญของฝ่ายตน   แนวสนามเพลาะนั้นยาวเป็นหลายสิบหรือร้อยกิโลเมตรและมักจะมีหลายแนวซ้อนกันเพื่อเป็นการป้องกันหลายชั้นในกรณีว่าแนวหน้า “แตก”

ในสนามเพลาะซึ่งเป็นคูดินลึกพอให้ทหารตั้งปืนเพื่อยิงฝ่ายตรงข้ามที่จะบุกเข้ามานั้น  เต็มไปด้วยทหารที่ยืนเรียงรายกันตลอดแนว   ในอีกด้านหนึ่ง  ฝ่ายบุกก็มักจะเริ่มโจมตีด้วยปืนใหญ่ก่อนที่จะให้ทหารบุกเข้าไปยึดสนามเพลาะของข้าศึก   อย่างไรก็ตาม  การที่จะเอาชนะนั้นไม่ง่าย  เหตุผลก็เพราะคนที่ตั้งรับอยู่ในสนามเพลาะนั้นมักจะได้เปรียบในเรื่องของทำเลและภูมิประเทศที่เลือกไว้ก่อนแล้ว    เช่นเดียวกับเรื่องของการที่ทหารของพวกเขายืนอยู่ในที่ที่มีที่กำบังในขณะที่ฝ่ายรุกนั้นวิ่งเข้ามาในที่โล่งแจ้ง  ผลก็คือ  ฝ่ายรุกมักจะไม่สามารถเอาชนะฝ่ายรับได้และมักจะเสียหายหนัก   และทั้งสองฝ่ายก็ผลัดกันรุกและรับกลายเป็นสงคราม “ยืดเยื้อ”  ที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนักทั้งสองฝ่าย

สงคราวยืดเยื้อนั้น  มีคุณสมบัติที่สำคัญก็คือ  การที่ฝ่ายหนึ่งพยายาม “ตี” ให้อีกฝ่ายหนึ่งอ่อนแรงลงไปเรื่อย ๆ  จนถึงจุดที่  “หมดแรง” อันเป็นผลจากการที่บุคลากรและอาวุธยุทโธปกรณ์ถูกทำลายลงไปอย่างต่อเนื่อง  โดยปกติแล้ว  ฝ่ายที่มีทหารและทรัพยากรมากกว่าก็มักจะเป็นฝ่ายชนะ  แต่นั่นก็มักจะใช้เวลายาวมาก

ในประวัติศาสตร์นั้น  กลยุทธ์สงครามยืดเยื้อมักจะใช้โดยฝ่ายที่เสียเปรียบ  อาจจะเนื่องจากการที่มีกำลังทหารและความสามารถน้อยกว่าและ/หรือมีอาวุธยุทโธปกรณ์ด้อยกว่า  และมักจะเป็นการใช้เมื่อหมดหนทางจริง ๆ  แล้ว  อย่างไรก็ตาม  ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั้น  ดูเหมือนว่ากำลังของทั้งสองฝ่ายต่างก็พอ ๆ  กัน  และอาจจะเป็นเพราะว่ามีการพัฒนาการทางด้านของอำนาจการยิงแต่เรื่องของการสื่อสารและการเคลื่อนพลยังล้าหลัง  รถบันทุกและรถถังที่ใช้ขนส่งกำลังยังมีน้อยมากและไม่เพียงพอ  ทำให้ผู้นำทหารต่างก็ต้องใช้กลยุทธ์สงครามแบบยืดเยื้อโดยการขุดสนามเพลาะและรบกันในสนามเพลาะเป็นหลัก

กลับมาที่กลยุทธ์ลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วงเร็ว ๆ  นี้   และย้อนหลังไปประมาณ 3-4 ปี   ดัชนีตลาดหุ้นดูเหมือนว่าจะไม่ไปไหน  เช่นเดียวกับที่ความผันผวนก็ลดลงมาก  การลงทุนในตลาดหุ้นดูเหมือนกับการรบในสนามเพลาะที่คนเล่นไม่สามารถเอาชนะหรือทำกำไรได้   ยิ่งเล่นหรือเข้าตีมากเท่าไรก็จะยิ่งเสียหายมากเท่านั้น  กลยุทธ์แบบเดิมที่เข้าซื้อหุ้นแบบทุ่มซื้อเพื่อหวังที่จะให้ราคาปรับตัวขึ้นไปแรงหรือคล้าย ๆ  กับการรบแบบสายฟ้าแลบนั้นดูเหมือนว่าจะไม่ทำงานอีกต่อไปและอาจจะทำให้ต้อง “ติดหุ้น” อย่างยาวนาน  สถานการณ์ต่าง ๆ  ทางด้าน “พื้นฐาน” และ/หรือ  เก็งกำไรในช่วง 3-4 ปีมานี้ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นใจในการที่จะใช้กลยุทธ์รุกรบรุนแรงหรือการเล่นหุ้นโตเร็วราคาแพงเพราะคนอาจจะไม่เชื่อว่าราคามันจะขึ้นไปสูงและยืนอยู่ได้อีกต่อไป   ทุกครั้งที่หุ้นขึ้นก็จะมีคนขายทำให้มันตกลงมาที่เดิม  ดังนั้น  เราอาจจะต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะสม  ตั้งสมมุติฐานว่านี่คือสงครามยืดเยื้อที่รบกันในสนามเพลาะและเราไม่สามารถเอาชนะได้ง่าย  ยุทธศาสตร์ที่สำคัญก็คือ  รักษากำลังหรือเม็ดเงินของเราให้ปลอดภัยที่สุด  วิธีการก็คือ  ลงทุนในหุ้นแข็งแกร่งและจ่ายปันผลงาม  กระจายหุ้นเพื่อกระจายความเสี่ยงให้เหมาะสม  นี่ก็คือ  “การเล่นหุ้นในสนามเพลาะ”  พยายามอย่าให้แพ้  ไม่ต้องเอาชนะ

แสดงความเห็น

Powered by Facebook Comments

Share This Post

Google1DeliciousDiggGoogleStumbleuponRedditTechnoratiYahooBloggerMyspaceRSS

You must be logged in to post a comment Login