วิธีเพิ่มผลตอบแทน

Filed under บทความ

                 ประวัติศาสตร์การเมืองไทย ซ้ำรอยอีกครั้ง เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช) ภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกพร้อมผู้บัญชาการเหล่าทัพและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ประกาศรัฐประหาร ควบคุมอำนาจปกครองประเทศ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมา หลังจากความพยายามประสานให้ทุกฝ่ายหาทางออกร่วมกันล้มเหลว

                 โลกทุนนิยมล้วนให้ความสำคัญต่อแนวทางประชาธิปไตย การเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งนี้ย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจ การลงทุนจากต่างประเทศ และตลาดทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิถึง 6,776.78 ล้านบาทของวันซื้อขายแรกหลังรัฐประหาร ดัชนีตลาดหุ้นไทยลดต่ำสุด 29.80 จุด ที่ 1,375.41 จุดในช่วงเปิดตลาด ก่อนปรับตัวขึ้นมาปิดที่ 1,396.84  จุด ลดลงเพียง 8.37 จุด นักลงทุนรายย่อยที่ยังเชื่อมั่นกับเศรษฐกิจและการเมือง แบบไทยๆมียอดซื้อสุทธิถึง 5,567.36 บาท โดยมีปริมาณการซื้อขายทั้งวันสูงถึง 53,516.32 ล้านบาท

                 ชาวไทยทุกคนต้องติดตามสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด รวมถึงการบริหารจัดการประเทศภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ และรัฐบาลใหม่ที่อาจเกิดขึ้นต่อมา ในช่วงเวลานี้ นักลงทุนอาจพิจารณามองหาวิธีเพิ่มผลตอบแทนอย่างง่ายๆ ดังนี้   

                 ข้อแรก ไม่ซื้อขายหุ้นบ่อย นี่คือพื้นฐานสำคัญของการเป็นนักลงทุนระยะยาว การตัดสินใจซื้อขายบ่อยครั้งเกินไปบ่งบอกถึงความสามารถในการวิเคราะห์ การเลือกหุ้น ความไม่มั่นใจในการตัดสินใจลงทุน การตัดสินใจซื้อขายแต่ละครั้งล้วนมีต้นทุนจากค่าคอมมิชชั่นหรือค่านายหน้าทั้งสิ้น ธุรกรรมที่ซื้อขายไม่เกินวันละ 5 ล้านบาทจะต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่น 0.25% ต่อการซื้อหรือการขาย กล่าวคือ ต้องเสียค่าคอมมิชชั่นทั้งสิ้น 0.5% สำหรับธุรกรรมทั้งซื้อและขาย การซื้อและขายหุ้นเฉลี่ยหนึ่งครั้งต่อเดือนคิดเป็นค่าคอมมิชชั่นสูงถึง 6% ต่อปีเลยทีเดียว อาจมีข้อโต้แย้งว่า การซื้อขายหุ้นบ่อยสามารถทำกำไรได้มากกว่าค่าคอมมิชชั่นที่จ่าย แม้เป็นความจริงแต่นั่นคือกรณีที่ตัดสินซื้อถูกขายแพงและได้กำไรโดยรวมสูงกว่าเท่านั้น กรณีการซื้อขายบ่อยครั้งยังเหมาะสำหรับกับนักลงทุนที่มีความสามารถเฉพาะตัว ซึ่งต้องติดตามราคาอย่างใกล้ชิด ควบคุมสมาธิและอารมณ์ได้ดี

                 ข้อสอง ซื้อขายหุ้นด้วยตนเองทางอินเตอร์เน็ต การซื้อขายทางอินเตอร์เน็ตไม่เกินวันละ 5 ล้านบาท ต้องเสียค่าคอมมิชชั่นในอัตรา 0.20% เทียบกับ 0.25% เมื่อซื้อขายผ่านเจ้าหน้าที่การตลาด การซื้อขายบัญชีแคชบาลานซ์ทางอินเตอร์เน็ตยังเสียค่าคอมมิชชั่นถูกกว่าในอัตรา 0.15% อีกด้วย แม้จะช่วยลดค่าคอมมิชชั่นได้ไม่มากนัก แต่ก็เหมาะกับผู้ที่คุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยี ต้องการตัดสินใจด้วยตนเองและไม่ต้องพึ่งพาเจ้าหน้าที่การตลาดเพื่อรับคำสั่งซื้อขาย ข้อเสียที่พบบ่อยของการซื้อขายด้วยตนเองคือ ความผิดพลาดสลับคำสั่งซื้อขาย นักลงทุนต้องเพิ่มความระวังเพราะอาจเกิดความเสียหายอย่างมากได้เช่นกัน

                 ข้อสามการบริหารจัดการเงินสดในมือนักลงทุนอาจพิจารณาซื้อกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ สภาพคล่องสูงและเมื่อขายกองทุนก็ยังได้รับเงินสดในวันถัดมา ทันกำหนดเวลาชำระเงินหากตัดสินใจซื้อหุ้น ปัจจุบันกองทุนดังกล่าวให้ผลตอบแทนประมาณ 2% ต่อปีโดยไม่ต้องเสียภาษี สำหรับนักลงทุนที่ใช้บัญชีประเภทแคชบาลานซ์โดยฝากเงินสดเพื่อซื้อขายไว้ที่บริษัทหลักทรัพย์ จะได้รับผลตอบแทนในอัตรา 1.9% ต่อปีก่อนหักภาษี นี่คือวิธีเพิ่มผลตอบแทนแบบหนึ่งที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากบัญชีสะสมทรัพย์ 0.5% ต่อปีก่อนภาษีอีกด้วย

                 ข้อสี่ การให้ยืมหลักทรัพย์เพื่อซื้อขาย (Stock Lending) นักลงทุนระยะยาวที่เลือกลงทุนหุ้นขนาดใหญ่ สภาพคล่องสูงสามารถเพิ่มผลตอบแทนด้วยการให้ยืมหลักทรัพย์ของตนผ่านทางบริษัทหลักทรัพย์ที่มีบริการธุรกรรม (Securities Borrowing and Lending) โดยยังคงสิทธิ์การรับเงินปันผล ซื้อหุ้นเพิ่มทุนและอื่นๆ และสามารถเรียกคืนหุ้นเมื่อใดก็ได้ อัตราผลตอบแทนเมื่อหุ้นถูกยืมอยู่ที่ 3% หรือ 5% ต่อปี แม้หุ้นถูกยืมต่อครั้งมักมีระยะเวลาไม่นานนัก แต่หากถูกยืมบ่อยครั้งและในปริมาณมาก ก็เป็นการเพิ่มผลตอบแทนได้อีกช่องทางหนึ่งโดยไม่ต้องทำอะไร ดีกว่าการถือหุ้นไว้เฉยๆ

                 ข้อสุดท้าย ขอเครดิตภาษีปันผลและการวางแผนภาษี นักลงทุนต้องไม่มองข้ามสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากเครดิตภาษีปันผลโดยเฉพาะนักลงทุนที่มีฐานภาษีเงินได้ต่ำกว่า 20%  ส่วนนักลงทุนที่มีฐานรายได้สูงอาจพิจาณาใช้สิทธิลดหย่อนภาษี เช่นการประกันชีวิตและการซื้อกองทุน LTF/RMF ซึ่งเปรียบเสมือนการกระจายความเสี่ยงการลงทุน การบริจาคเงินผ่านองค์กรสาธารณกุศลต่างๆ ทั้งด้านศาสนา การศึกษา การแพทย์และผู้ด้อยโอกาส นอกจากเป็นการช่วยเหลือสังคมยังนำมาซึ่งความสุขทางใจเพิ่มขึ้น

                 หากวางแผนลงทุนระยะยาว 20-30 ปีขึ้นไป นักลงทุนต้องเผชิญกับวัฎจักรความเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองทั้งระดับประเทศและของโลก ส่งผลต่อผลตอบแทนการลงทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในฐานะ Value Investor ที่คาดหวังผลตอบแทนทบต้น 12-15% ต่อปีตลอดระยะเวลาการลงทุน ควรพิจารณาหาวิธีเพิ่มผลตอบแทนที่เหมาะกับตน การมี ตัวช่วย เพิ่มผลตอบแทนโดยไม่เพิ่มความเสี่ยง 2-4% ต่อปี คือวิธีที่ดีเยี่ยมวิธีหนึ่งในภาวะความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเช่นในปัจจุบัน

แสดงความเห็น

Powered by Facebook Comments

Share This Post

Google1DeliciousDiggGoogleStumbleuponRedditTechnoratiYahooBloggerMyspaceRSS

You must be logged in to post a comment Login