ลดความเสี่ยงแบบ VI

Filed under บทความ

การลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยงค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับการลงทุนในพันธบัตรหรือกองทุนต่าง ๆ   ดังนั้น  เพื่อความปลอดภัย  เราควรจะต้องลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยลงเท่าที่จะทำได้  แต่ในขณะเดียวกัน  ยังได้ผลตอบแทนที่ดีมาก  พูดง่าย ๆ  ลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูงแต่ความเสี่ยงต่ำ  และต่อไปนี้คือเกณฑ์หรือกลยุทธง่าย ๆ ที่จะทำให้เราได้ผลลัพธ์แบบนั้น

ข้อ 1)  รู้ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่  นี่เป็นหลักสำคัญ  เพราะความเสี่ยงก็คือการที่คุณ  “ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่”  หรือเข้าใจผิดว่ารู้แต่จริง ๆ  แล้วไม่รู้  เช่น  คิดว่าการลงทุนในหุ้นของ บริษัทขนาดใหญ่ที่ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์เช่นปิโตรเคมีนั้น  “ไม่เสี่ยง”

ข้อ 2)  กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม  ไม่ถือหุ้นจำนวนน้อยหรือมากตัวเกินไป   จำนวนที่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนที่มีเงินลงทุนไม่เกิน 100 ล้านบาทนั้น  ผมคิดว่าไม่ควรถือหุ้นเกิน 5-10 ตัว   การถือหุ้นจำนวนน้อยตัวเช่น 1-2 ตัวนั้นเป็นความเสี่ยงที่อาจจะเกิดการผิดพลาดร้ายแรงได้   เช่นเดียวกัน  การถือหุ้นมากตัวเกินไปก็มีความเสี่ยงในแง่ที่ว่าเราไม่สามารถเข้าใจหรือติดตามมันได้ดีพอซึ่งก็คือความเสี่ยงที่เกิดจากการ “ไม่รู้”

ข้อ 3)  พยายาม  “มองยาว”  คือวิเคราะห์ไปในอนาคต 3-5 ปี และวางแผนว่าจะลงทุนยาวตามกันไป  การมองยาวนั้นช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุน  เพราะในระยะยาวราคาหุ้นจะปรับตัวไปตามกำไรของบริษัทเสมอ  และถ้าเรามั่นใจในกำไรระยะยาวของบริษัท  เราก็จะไม่ค่อยเสี่ยง   ตรงกันข้าม  ในระยะสั้น  หุ้นมักจะผันผวนไปตามภาวะตลาดและการเงินซึ่งคาดการณ์ยาก  ดังนั้น  การเล่นสั้นจึงมีความเสี่ยงสูงกว่า

ข้อ 4)  เลือกบริษัทที่มีผลการดำเนินงานสม่ำเสมอทั้งยอดขายและกำไร  กิจการเหล่านี้มักจะ  “คาดการณ์ได้ง่าย”  และไม่ค่อยผิดพลาดมากนัก  ดังนั้น  จึงมักจะสามารถทนทานต่อความผันผวนของภาวะแวดล้อมได้มากกว่าหุ้นของบริษัทที่มีผลการดำเนินงานที่ไม่แน่นอน

ข้อ 5)  เลือกบริษัทที่มีเงินสดมากและมีหนี้เงินกู้น้อยหรือไม่มีเลย  กิจการพวกนี้มีโอกาสเจ๊งน้อยมากและมักจะจ่ายปันผลดีซึ่งช่วยให้หุ้นมีเสถียรภาพสูงกว่าหุ้นที่มีหนี้มหาศาล  “การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ”  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของส่วนบุคคลหรือบริษัท

ข้อ 6)  เลือกหุ้นที่ให้ปันผลสม่ำเสมอและในอัตราที่เหมาะสมประมาณปีละ 3-4% ขึ้นไปเมื่อเทียบกับราคาหุ้น  ปันผลที่สม่ำเสมอนั้นเป็น “ฐาน”  ที่สำคัญที่จะช่วยให้ราคาหุ้นไม่ตกลงไปมากเวลาตลาดหุ้นมีปัญหา  เหนือสิ่งอื่นใด  ถ้าเราได้ปันผลปีละ 3-4%  จากราคาหุ้นที่เราซื้อ  ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไปสัก 3-4 ปี โดยที่ราคาหุ้นไม่ขึ้นเลยเราก็ยัง  “ไม่ขาดทุน”  เมื่อเทียบกับการฝากเงินหรือซื้อพันธบัตรที่ให้ดอกเบี้ยไม่เกิน 1-4%  เท่านั้น

ข้อ 7)  เมื่อซื้อหุ้นแล้ว  ถ้าจะลดความเสี่ยง  เราต้องติดตามบริษัทตลอดเวลา  ทั้งตัวเลขผลการดำเนินงานและข่าวสารต่าง ๆ  ของบริษัท  และถ้าเป็นไปได้  เราจะต้องติดตามข้อมูล “ภาคสนาม”  นั่นคือ  การสังเกตติดตามกิจกรรมทางการตลาดและตัวผลิตภัณฑ์ของบริษัท  ยิ่งถ้าเรามีโอกาสได้ใช้สินค้าของบริษัทก็จะยิ่งดี

ข้อ 8)  ติดตามข่าวคราวทางเศรษฐกิจ  การเงิน  และภาวะตลาดหุ้นบ้าง  แม้ว่า VI ชื่อดังหลาย ๆ  คนจะบอกว่าอย่าไปสนใจภาพใหญ่แบบนั้น  แต่การรับรู้และนำข้อมูลทางเศรษฐกิจมาประกอบจะช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นโดย  “ไม่คาดคิด” ได้  โดยเฉพาะในกรณีที่หุ้นของเราบางตัวอาจถูกกระทบโดยตรง  อย่างไรก็ตาม  นี่เป็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ไม่มากนัก

ข้อ 9)  หลีกเลี่ยงการกู้เงินหรือใช้มาร์จินในการลงทุน  การใช้เงินกู้มาลงทุนนั้น  แม้ว่าอาจจะช่วยให้ผลตอบแทนเราดีขึ้นมาก  แต่ความเสี่ยงก็สูงโดยเฉพาะในช่วงสั้นที่หุ้นอาจจะมีความผันผวนเนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ  ที่ไม่อาจคาดคิดได้  ดังนั้น  VI ส่วนใหญ่และในสถานการณ์ส่วนใหญ่จึงไม่ควรทำ  เหนือสิ่งอื่นใด  การลงทุน  “ร้อยเปอร์เซ็นต์”  ในหุ้น  ก็ทำผลตอบแทนได้สูงพออยู่แล้วถ้าเราลงทุนอย่างถูกต้อง  ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องโตเร็วไปกว่านั้น

ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกลยุทธและแนวทางในการลดความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นแบบ VI  ผมคิดว่าคนที่ลงทุนในหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์และเป็นนักลงทุนที่มุ่งมั่นและเป็นการลงทุน “เพื่อชีวิต”  ควรจะนำมาใช้ในหุ้นส่วนใหญ่ที่ลงทุน  ผมคิดว่าถ้าทำตามเกณฑ์ต่าง ๆ  ที่ว่ามานั้นอย่างเคร่งครัด   การลงทุนในหุ้นจำนวนมาก ๆ  ก็เป็นเรื่องที่  “ไม่เสี่ยง”   ว่าที่จริง  ผมคิดว่ามันเสี่ยงน้อยกว่าการถือเงินไว้ในบัญชีเงินฝากธนาคารหรือแม้แต่ในพันธบัตรรัฐบาลซึ่งนับวันจะมีค่าน้อยลงเพราะเงินเฟ้อกินไปหมด

แสดงความเห็น

Powered by Facebook Comments

Share This Post

Google1DeliciousDiggGoogleStumbleuponRedditTechnoratiYahooBloggerMyspaceRSS

You must be logged in to post a comment Login