ลงทุนไปเรียนมหาวิทยาลัยในอเมริกา

Filed under บทความ

ช่วงนี้หลายครอบครัวจากทั่วโลกกำลังเตรียมตัวส่งนักศึกษาขึ้นเครื่องบินไปเรียนที่อเมริกา ซึ่งเปิดเทอมประมาณสิงหาคมและกันยายน ถ่ายรูปยิ้มแย้มกันใหญ่ที่สนามบิน  ผู้ปกครอง(สปอนเซอร์)วางแผนจะไปรับปริญญาพร้อมเที่ยวอเมริกา ความฝันคือลูกหลานจะกลับมาได้งานดี ชีวิตรุ่งเรือง ฯลฯ

แต่ละปี นักศึกษาจากต่างประเทศเข้าเรียนในสถาบันต่างๆในอเมริการวมกันประมาณ 400,000 คน (ส่วนใหญ่มาจาก จีน อินเดีย เกาหลีใต้ ซาอุดิอาระเบีย) ที่น่าสังเกตคือจำนวนนักศึกษาต่างด้าวเริ่มลดลงตั้งแต่สองปีที่แล้ว ในอัตราประมาณ 6-7% ต่อปี 

ข่าวลือที่ว่าจำนวนนักศึกษาเริ่มลดลง เพราะประธานาธิบดีทรัมป์สร้างบรรยากาศให้ชาวต่างประเทศไม่อยากมาอเมริกาอาจจะไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริง แต่น่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายที่นักศึกษาต่างด้าวถูกเรียกเก็บนั้นแพงเกินไป และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นทุกปี

โดยเฉลี่ยในปัจจุบันนักศึกษาต่างด้าว ต้องจ่ายประมาณ 24,000 เหรียญสหรัฐต่อปี (ประมาณ 744,000 บาท) ซึ่งสูงกว่านักศึกษาอเมริกันเจ้าถิ่นประมาณสามเท่า

รายได้จากนักศึกษาต่างด้าวเป็นตัวอุ้มชูค่าใช้จ่ายหลักของสถาบันหลายแห่งมาก จนเป็นที่กล่าวขานว่า ถ้าไม่มีนักศึกษาจากต่างประเทศ หลายสถาบันดังก็อาจจะอยู่ไม่ได้

เปรียบเทียบอัตราค่าเล่าเรียนโดยเฉลี่ยต่อปี เกาหลีใต้ 5,000-9,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 155,000 ถึง 279,000 บาท) จีน 3,000-10,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 93,000 ถึง 310,000 บาท)  เพราะฉะนั้นการไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา ก็ถือว่าเป็นการลงทุนใหญ่

คนรุ่นใหม่เริ่มหาทางเลือกที่จะไม่เป็นหนี้ท่วมหัวจากการศึกษา และประกอบกับกระแสใหม่ซึ่งนายจ้างหลายแห่งก็เริ่มมีทัศนคติสร้างสรรค์เปิดกว้าง ไม่เข้มงวดกับการจ้างงาน โดยเน้นความสำคัญเรื่องปริญญาจากสถาบันมีชื่อเสียง จึงทำให้การลงทุนขี่ช้างจับตั๊กแตนเริ่มลดความนิยม มหาวิทยาลัยหลายแห่งก็เริ่มปรับตัวเพราะผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนความคิด ที่กลัวจะอยู่ไม่รอด ก็หันมาลดต้นทุนในการบริหาร ซึ่งเป็นข้อดี เพราะสถาบันหลายแห่งใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจนเคยตัว

ที่น่าคิดคือปัจจุบันบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจใฝ่หาความรู้ สามารถเรียนหลักสูตรดีๆ มีประโยชน์จากมหาวิทยาลัยในอเมริกาได้ฟรีออนไลน์อยู่แล้ว และสามารถรับปริญญาด้วย กรุณาลองค้นหาจากคำว่า “Study Portal”และท่านจะเห็นว่าหลายมหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรต่างๆให้ฟรี เช่น Western Washington University, James Madison University, Lipscomb University, etc.

แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของท่านว่าต้องการความรู้จริง โดยการใช้นวัตกรรม เรียนที่ไหนก็ได้ ออนไลน์ หรือ ท่านต้องการมาศึกษาด้วยตนเอง เพื่อใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ และคัดเลือกปริญญาและสถาบันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่นายจ้างในอนาคตระบุ

อย่างไรก็ตาม หากยังมีบุตรหลานของท่านผู้ใดใฝ่ฝันที่จะไปหาประสบการณ์ชีวิตในอเมริกา และเก็บปริญญากลับบ้าน แต่ไม่อยากมีหนี้หนักเกินไป ผมขอเสนอว่าท่านควรจะพิจารณาเลือกสถาบันที่มีชื่อเสียงไม่ดังมาก แต่คุ้มค่ากับการลงทุน เช่น South Texas College ซึ่งคิดต่อปีเพียงแค่ 4,200 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 130,200 บาท) หรือ California State University, Long Beach ค่าเล่าเรียน 8,250 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 255,750 บาท) และมีสถาบันอื่นอีกหลายแห่งที่เราต้องใช้ความสามารถในการค้นคว้าเล็กน้อยก็จะประหยัดเงินไปเยอะ

อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยประหยัดเงินของครอบครัวคือ ให้นักศึกษาเข้ามหาวิทยาลัยไปก่อน และระหว่างเรียนเทอมแรก เริ่มปรึกษารุ่นพี่หรืออาจารย์ที่ปรึกษาหรือหาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งต่างๆ ของานทำในมหาวิทยาลัย หรือเป็นผู้ช่วยอาจารย์ หรือขอทุนต่างๆ ที่อาจจะตกค้างอยู่แต่ไม่มีการประกาศ ซึ่งหลายครั้งไม่มีใครรู้ถ้าไม่ถาม ภาควิชาต่างๆมักจะมีทุนสนับสนุนจากภาคเอกชน ซึ่งเมื่อนักศึกษาติดต่อสอบถามครั้งแรกและแสดงความสนใจ ถึงแม้ไม่มีทุนการศึกษาทันที แต่ความกระตือรือร้นจะทำให้อาจารย์และเจ้าหน้าที่บริหารภาควิชานั้น คิดหาทางสร้างสรรค์ช่วยหาทุนที่อาจจะมีคนมองข้ามไป

สรุปว่าถ้าใครขยันและไม่อาย ก็จะมีวิธีไม่ทางใดก็ทางหนึ่งซึ่งสามารถประหยัดเงินส่วนตัวมาก สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศทุนนิยมที่มีทรัพยากรมาก แต่อาจจะกระจายไม่ทั่วถึง เพราะฉะนั้นเราต้องรู้จักดิ้นรนและอย่านิ่งดูดาย

ท่านใดที่มีบุคคลในครอบครัวกำลังอยู่ในระหว่างการเรียนอุดมศึกษาและมีเป้าหมายที่จะไปหรือกำลังเรียนอยู่ในอเมริกาและอยากหาทางลดภาระเรื่องทรัพยากรการเงิน ผมยินดีที่จะช่วยแนะนำหากสอบถามมาทางอีเมลนะครับ อยากให้ท่านได้ยิ้มแย้มแจ่มใสเมื่อตอนส่งลูกหลานขึ้นเครื่องบินขาไป และชื่นใจ(เพราะไร้หนี้สิน)เมื่อตอนเขากลับมาภูมิลำเนาครับ

แสดงความเห็น

Powered by Facebook Comments

Share This Post

Google1DeliciousDiggGoogleStumbleuponRedditTechnoratiYahooBloggerMyspaceRSS

You must be logged in to post a comment Login