ปรัชญาของการลงทุน

Filed under บทความ

การลงทุนที่จะประสบความสำเร็จในระยะยาวนั้น  ผมคิดว่าจะต้องมี “ปรัชญา” ที่ถูกต้องเหมาะสมกับแนวการลงทุนของเรา  ตัวอย่างเช่นถ้าเป็นนักเก็งกำไร  บางคนก็จะมีปรัชญาที่จะต้องมีวินัยในการ “Cut Loss” หรือตัดขายขาดทุนทันทีที่หุ้นตกลงมาถึงระดับหนึ่ง  ไม่มีข้อยกเว้น  เขาบอกว่านี่เป็นกฎสำคัญในการที่จะอยู่รอดในระยะยาว  เพราะถ้าไม่ทำ  วันหนึ่งก็อาจจะเกิด “หายนะ”  และไม่เหลือเงินกลับมาเล่นใหม่  เป็นต้น  สำหรับ Value Investor ผู้มุ่งมั่นนั้น  การมีปรัชญาที่ดีจะช่วยให้ปลอดภัยและสามารถเติบโตไปได้ในระยะยาวอย่างยั่งยืนแม้ว่าอาจจะไม่ได้กำไรมโหฬารในบางช่วง

สำหรับผมแล้ว  ปรัชญาที่สำคัญที่สุดที่ผมคิดถึงก่อนที่จะซื้อหุ้นก็คือ  ผมกำลังจะซื้อ “ธุรกิจ”  เป็นเจ้าของธุรกิจในระยะเวลาหนึ่ง  ไม่ได้ซื้อมาเพื่อที่จะขายไป   ดังนั้นผมจึงต้องวิเคราะห์กิจการอย่างละเอียดรอบคอบว่ามันดีและมีกำไรแค่ไหนและจะเป็นอย่างนั้นอยู่นานเท่าไร  ซึ่งนอกจากจะต้องดูว่าอนาคตลูกค้าจะยังซื้อสินค้าของบริษัทอยู่หรือเปล่าแล้ว  ผมยังต้องดูว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทจะล้าสมัยหรือตกยุคหรือไม่ในยามที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างรวดเร็ว  หลังจากวิเคราะห์บริษัทแล้ว  ปรัชญาอีกข้อหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ  ราคาหุ้นมันแพงเกินไปหรือไม่?  ถ้ามันแพงเกินไปผมก็จะไม่ซื้อ  ผมเป็น “VI พันธุ์แท้” อาจจะรุ่นเก่าหน่อยที่ไม่ยอมจ่ายซื้อหุ้นในราคาแพงในขณะที่ VI หลายคนอาจจะมองผ่านเรื่องราคาไปได้มากกว่า

ปรัชญาข้อสองที่ผมคิดว่าจำเป็นมากโดยเฉพาะในยามที่คุณ  “รวยแล้ว” ก็คือการรักษาความมั่งคั่งโดยการ “กระจายความเสี่ยง”  คำพูดที่ว่าถ้าคุณอยากรวยคุณต้อง “Focus”  หรือลงทุนแบบกระจุกตัว  ซื้อหุ้นน้อยตัว  แต่เมื่อคุณรวยแล้วและต้องการรักษามันไว้  คุณต้อง “Diversify” หรือลงทุนแบบกระจาย  ซื้อหุ้นหลาย ๆ  ตัวนั้น  ผมคิดว่าเป็นปรัชญาที่ดีมากและเราควรจะต้องทำ  ผมเองคิดว่าการกระจายการลงทุนนั้นมีหลายระดับตั้งแต่การถือหุ้นหลายตัวในหลายอุตสาหกรรม  ต่อมาก็คือการลงทุนในทรัพย์สินอย่างอื่นเช่นพันธบัตรและอสังหาริมทรัพย์  และสุดท้ายก็อาจจะต้องกระจายการลงทุนไปต่างประเทศถ้ามีเงินมากพอและไม่อยากจะเสี่ยงแม้เพียงเล็กน้อยว่าประเทศก็อาจจะล่มได้  ตัวอย่างที่เห็นก็คือในกรณีของเวเนซูเอลาและซีเรียที่เคยร่ำรวยยิ่งกว่าไทยแต่ตอนนี้คนรวยก็หมดตัวจนแทบไม่มีจะกินได้เช่นกัน

ปรัชญาข้อต่อมาก็คือเรื่องของการแข่งขันซึ่งในตอนหลัง ๆ  ที่ผมเริ่มสนใจศึกษาวิวัฒนาการของมนุษย์  ผมก็พบว่าสิ่งมีชีวิตในโลกนี้  รวมถึงสถาบันทั้งหลายที่มนุษย์สร้างขึ้นในโลกนี้  ต่างก็แข่งขันกัน “เอาตัวรอด”  และ “เติบโต”  หรือขยายเผ่าพันธุ์  คนที่รอดและเติบโตก็จะเป็น “ผู้ชนะ”  คนที่สู้ไม่ได้ก็เป็น “ผู้แพ้”  ไม่มีใครปราณีใครจริง ๆ  ยกเว้นแต่ว่ามันจะทำให้ผู้ชนะดูดีขึ้น  ดังนั้น  ในแง่ของการลงทุนแล้ว  แท้ที่จริงเราก็แข่งกับคนอื่นอยู่ตลอดเวลา  ยิ่งถ้าเรา “เล่นสั้น” หรือซื้อ ๆ ขาย ๆ หุ้นตลอดเวลา  เราจะต้องคิดว่าเรากำลังแข่งกับอีกคนหนึ่งที่กำลังขายให้กับเราเวลาเราซื้อ  และซื้อหุ้นของเราเวลาเราขาย  ฝีมือในการเทรดใครแน่กว่าก็จะเป็นผู้ชนะ  ใครแย่กว่าก็จะเป็นผู้แพ้  ดังนั้น  ถ้าเราทำก็จะต้องมั่นใจว่าเราเทรดเก่งกว่า  ถ้าวิเคราะห์อย่างไม่ลำเอียงแล้วว่าเราคงไม่เก่งพอ  วิธีที่ควรจะทำก็คือ  อย่าเล่น! ยกเว้นเสียแต่ว่าคุณทำเพื่อความบันเทิง  ในกรณีของผมที่เน้นการลงทุนระยะยาวนั้น  ผมคิดตลอดเวลาว่าเราก็คงไม่ได้เก่งมากนักหรอก  เพียงแต่ว่าผมทำมานานและมีคนสนใจเล่นแบบนี้น้อย  ผมจึงอาจจะได้เปรียบและมีโอกาสชนะมากกว่า

ผมเองเน้นการลงทุนใน “ซุปเปอร์สต็อก”  ซึ่งเป็นหุ้นของบริษัทที่จะทำกำไรและเติบโตไปได้อีกนาน  ราคาหุ้นอาจจะโตไปเป็น 10 ปีและหุ้นขึ้นไปอย่างน้อย 10 เท่า โดยที่ผลตอบแทนต่อปีนั้นสูงถึงประมาณ 26% ต่อปีแบบทบต้นเป็นอย่างน้อย  การที่หุ้นจะเป็นอย่างนั้นได้ก็จะต้องเป็นบริษัทที่มีความได้เปรียบคู่แข่งในระยะยาวหรืออย่างยั่งยืน  อาจจะเป็นเพราะบริษัทมียี่ห้อสุดยอด  หรือมีขนาดใหญ่และไม่มีใครสามารถขยายกิจการขึ้นมาแข่งได้  หรือมีเครือข่ายที่ใหญ่จนคู่แข่งทำตามไม่ได้อย่างกรณีของหุ้นสื่อสังคมอย่างเฟซบุคหรือไลน์  หรือบริษัทเป็น “ผู้ผูกขาด” โดยกฎหมาย  เป็นต้น  ดังนั้น  เวลาผมจะลงทุนซื้อหุ้นตัวไหน  ผมมักจะต้องวิเคราะห์ดูว่าบริษัทมีความได้เปรียบทางธุรกิจอะไรบ้างและความได้เปรียบนั้นยั่งยืนหรือเปล่า  ถ้าได้เปรียบแต่ไม่ยั่งยืน  ผมจะไม่ยอมให้ราคาหุ้นสูงมากนัก  ผมเชื่อว่าในที่สุดแล้ว  คู่แข่งจะต้องเข้ามาและในที่สุดบริษัทก็มักจะไม่สามารถดำรงสถานะที่ได้เปรียบนั้นได้

ปรัชญาอีกข้อหนึ่งที่ผมมักจะต้องคิดก็คือ  หุ้นตัวนี้หรือบริษัทนี้ “มีความสำคัญแค่ไหนในระบบเศรษฐกิจ?” หรือบริษัท “เป็นที่ต้องการของใครและมากน้อยแค่ไหน?”  ขาดบริษัทนี้แล้วจะเป็นอย่างไร?  เราสามารถเลียนแบบหรือสร้างอีกบริษัทหนึ่งขึ้นมาแข่งขันและเอาชนะมันได้หรือไม่ด้วยเงินเท่ากับมูลค่าหุ้นหรือ Market Cap. ของมัน?  สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวบอกว่าราคาหุ้นที่เราเห็นอยู่มันถูกหรือแพงแค่ไหนในระยะยาว  ตัวอย่างเช่นในกรณีของเฟซบุคช่วงแรก ๆ  ที่มูลค่าหุ้นขึ้นไปอาจจะเป็นล้านล้านบาททั้งที่ยังไม่มีกำไร  แต่เรารู้ว่ามันกำลังเป็น “ผู้ชนะ” และจะครองลูกค้าใหม่ ๆ  ทั่วโลกหลายพันล้านคนและคนเหล่านั้นก็จะ “ติด” และใช้มันอย่าง “ขาดมันไม่ได้”  คิดคร่าว ๆ  แล้วถ้าเฟซบุคสามารถสร้างรายได้และกำไรต่อหัวแค่ไม่กี่บาท  มูลค่ามันก็อาจจะมากกว่าที่เห็นได้มหาศาล  เป็นต้น

ผมเชื่อในเรื่องของจิตวิทยาที่ว่ามนุษย์นั้นมักจะ Overreact หรือตื่นเต้นและทำเกินกว่าที่ควรเป็นในเหตุการณ์ที่กำลังเกิดหรือเพิ่งเกิดขึ้น  เขาจะใช้เหตุผลน้อยกว่าอารมณ์ซึ่งฝังอยู่ในยีนของคน  ดังนั้น    เวลาที่หุ้นตกลงมาแรงและหนักมากนั้น  ผมเชื่อว่าเป็นเพราะนักลงทุน “กลัวเกินเหตุ”  และขายหุ้นมากเกินไปทำให้หุ้นตกแรงเกินไป  ดังนั้น  เราก็ไม่ควรจะขายในจังหวะนั้น  รอขายอีกวันหรือสองวันอาจจะดีกว่าถ้าเราคิดว่าเราก็จะขายมัน  เช่นเดียวกัน  เวลาที่หุ้นวิ่งขึ้นไปแรงมากในระยะเวลาอันสั้น  ผมเองก็จะไม่รีบซื้อ  เพราะนั่นอาจจะเป็นการแสดงว่าคนกำลังตื่นเต้นและมีความโลภสูง  ราคาอาจจะดีดขึ้นไปเร็วเกินไป  รอซื้อเวลาที่คนหายเห่อหน่อยจะดีกว่าถ้าอยากซื้อจริง ๆ   นอกจากนั้น  บ่อยครั้งเรามักจะเจอหุ้นที่ขึ้นแรงมากในเวลาวันเดียวและก็ตกลงมาแรงมากในอีกวันหนึ่ง  เป็นอย่างนี้ซ้ำ ๆ ซาก  ในกรณีอย่างนี้ผมก็มักจะหลีกเลี่ยงที่จะเล่นหรือลงทุนในหุ้นตัวนั้นเพราะผมคิดว่านี่คือ “หุ้นเก็งกำไร” หรือ “หุ้นปั่น”  ที่มี “คนเก่ง”  หรือ “จ้าว” มาเล่นกับเรา  ซึ่งเขาก็มักจะได้เปรียบเรามาก  เล่นไปก็แพ้

เวลาลงทุนนั้นผมยังมีปรัชญาอีกข้อหนึ่งที่ใช้มานานนั่นก็คือ  เราเป็นคนมีสิทธิที่จะ “เลือกฝ่ายเดียว”  นั่นก็คือ  เราเป็นคนเลือกว่าเราจะเล่นหรือไม่เล่น  เราจะเลือกซื้อหุ้นตัวไหนและเท่าไร  เราจะขายเมื่อไร  ดังนั้น  เมื่อเรารู้สึกว่าเราได้เปรียบและน่าจะมีโอกาสชนะสูงกว่าเราก็จะทำ  เมื่อใดที่เสียเปรียบเราก็ไม่ทำ  ในกรณีที่เราไม่แน่ใจว่าลงทุนไปแล้วเราจะได้กำไรแน่หรือเปล่าเราก็ไม่ทำอยู่ดี  ปรัชญาของผมก็คือ  ชนะมากหรือน้อยเราก็ไม่ค่อยซีเรียสแต่ห้ามแพ้  ความหมายก็คือ  ลงทุนต้องอย่าขาดทุน  ถ้ามีโอกาสขาดทุนโดยเฉพาะมีโอกาสขาดทุนสูงผมจะไม่ทำ  และนี่คงเป็นเหตุผลว่าทำไมผมจะไม่ยอมซื้อหุ้นแพงมากมีค่า PE ปกติ 40-50 เท่าขึ้นไปเด็ดขาด  ผมกลัวขาดทุนหนัก

ยังมีปรัชญาการลงทุนอีกมากที่ผมไม่ได้กล่าวถึง  บางครั้งผมก็นึกไม่ถึงเพราะมันฝังอยู่ในสมองของตนเองมานาน  ว่าที่จริงผมคิดว่านักลงทุนจำนวนมากหรือส่วนใหญ่ที่ลงทุนหรือเล่นหุ้นมานานก็น่าจะมีมีปรัชญาของตนเองที่นึกไม่ถึงเหมือนกัน  ในกรณีนี้ผมคิดว่าควรจะต้องหาเวลาทบทวน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราลงทุนมานานแต่ไม่ประสบความสำเร็จซักที  เพราะผมคิดว่าปรัชญาที่ใช้โดยเราไม่ตระหนักนั้นอาจจะผิดซึ่งมันจะสะท้อนออกมาที่การลงทุนในระยะยาวที่ไม่ประสบความสำเร็จก็เป็นได้

แสดงความเห็น

Powered by Facebook Comments

Share This Post

Google1DeliciousDiggGoogleStumbleuponRedditTechnoratiYahooBloggerMyspaceRSS

You must be logged in to post a comment Login