ทฤษฎี VI (3)

เรื่องของ EQ หรือความสามารถทางอารมณ์เป็นคุณสมบัติที่สำคัญของการเป็น VI ที่ดี   ว่าที่จริง  EQ  นั้น  น่าจะสำคัญกว่า IQ หรือความสามารถในการคิดวิเคราะห์ด้วยซ้ำ  ประเด็นสำคัญของการลงทุนในตลาดหุ้นก็คือ  เราต้องมีทัศนะคติที่ถูกต้อง  มีอารมณ์ที่มั่นคง  และมีความกล้าที่จะตัดสินใจ  เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ  ในการลงทุนนั้น   เราต้องกล้าในยามที่คนส่วนใหญ่ในตลาดกำลังกลัว  และกลัวในยามที่นักลงทุนส่วนใหญ่กำลังฮึกเหิม

ในมุมมองของ VI นั้น  ตลาดหุ้นเป็นเสมือนคนที่มีอารมณ์  “แปรปรวน” และทำการซื้อขายหุ้นในราคาที่บ่อยครั้งไม่มีเหตุผล  เช่นถ้าวันนั้น  “นายตลาด” มีอารมณ์ดีเป็นพิเศษ  เขาก็จะเสนอซื้อหุ้นจากเราในราคาที่สูงลิ่วเกินมูลค่าของธุรกิจไปมาก   แต่ในวันที่เขารู้สึกหดหู่  เขาก็พร้อมที่จะเสนอขายหุ้นให้เราในราคาที่ต่ำติดดินทั้ง ๆ  ที่มันก็คือกิจการเดียวกับที่เขาเสนอซื้อในราคาสูงลิ่วจากเราในวันก่อน  หน้าที่ของเราก็คือ  “เอาเปรียบ” เขาเมื่อเขาเสนอโอกาสมาให้  แต่อย่าไป  “ตามเขา”

ประเด็นเรื่องความเสี่ยงของการลงทุนในหลักการของ VI นั้น  ถือเป็นเรื่องสำคัญมากที่สุดเรื่องหนึ่ง  วอเร็น บัฟเฟตต์  ถึงกับพูดว่า  กฏของการลงทุนข้อที่หนึ่งคือ  อย่าขาดทุน  และกฏการลงทุนข้อสองก็คือ  ให้กลับไปอ่านข้อหนึ่ง  นั่นก็คือ  สำหรับ VI แล้ว   การรักษาเงินต้นคือภารกิจสำคัญที่สุด  มากกว่าผลตอบแทนที่อาจจะมากแต่มีความเสี่ยงว่าจะขาดทุน

ความเสี่ยงสำหรับ VI นั้น  ไม่ใช่ความผันผวนของราคาหุ้น  แต่เป็นเรื่องที่ราคาหุ้นที่ซื้อไว้จะ  “ลดลงอย่างถาวร”  นั่นแปลว่าถ้าซื้อหุ้นแล้วราคาหุ้นตกลงมาในระยะสั้น  แบบนี้ไม่ใช่ความเสี่ยงถ้าเราวิเคราะห์แล้วพบว่ามูลค่าพื้นฐานยังสูงเหมือนเดิม  ตรงกันข้าม  กลับเป็นโอกาสในการซื้อเพิ่มขึ้น  และความเสี่ยงในการซื้อหุ้นตัวนั้นกลับลดลงเพราะเรามี  Margin Of Safety มากขึ้น

ในการควบคุมความเสี่ยงนั้น  VI  มีวิธีการหลัก ๆ  ดังต่อไปนี้คือ  1) รู้จักธุรกิจที่จะลงทุนเป็นอย่างดี  ความเสี่ยงนั้นคือการที่เรา  “ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่”  2)  ลงทุนในสิ่งที่มี  Margin Of Safety สูง 3)  หลีกเลี่ยงการเก็งกำไร  นั่นคือ  อย่าลงทุนในกิจการที่ไม่ได้สร้างเงินให้กับผู้ที่ถือมัน  เหตุผลก็คือ  ความแน่นอนของผลตอบแทนจะมีน้อยและมีความเสี่ยงที่เงินต้นอาจจะลดลง  ตัวอย่างเช่น  ทอง  หรือตราสารอนุพันธุ์ต่าง ๆ  เป็นต้น  4)  มีการ Diversify หรือกระจายความเสี่ยงของการถือครองทรัพย์สินอย่างเหมาะสม  เช่น  มีการถือพันธบัตร  หุ้น  เงินสด  หรือทรัพย์สินอื่น  รวมกันเป็นพอร์ตโฟลิโอในอัตราส่วนที่เหมาะสม  เช่นเดียวกัน  ในหลักทรัพย์แต่ละประเภทก็ต้องมีการกระจายความเสี่ยงโดยการถือหลาย ๆ  ตัวด้วย   เฉพาะอย่างยิ่งก็คือหุ้นนั้น  เราควรถืออย่างน้อย 5-6 ตัวขึ้นไปในหลากหลายอุตสาหกรรม  อย่างไรก็ตาม  อย่ากระจายการถือครองมากตัวเกินไป  เพราะเราจะไม่สามารถวิเคราะห์และติดตามได้อย่างทั่วถึงและจะทำให้เราลงทุนผิดพลาดได้

ประเด็นอื่น ๆ  ที่ VI คำนึงถึงค่อนข้างมากเรื่องแรกก็คือ  ผู้บริหารของกิจการที่เราจะลงทุน  เราเน้นว่าจะต้องเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์สุจริตและมีจรรยาบรรณซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญกว่าฝีมือการบริหารงาน  เรื่องต่อมาก็คือ  เราอยากได้ผู้บริหารที่มองผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกคนเป็นเรื่องที่สำคัญ  และผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นนั้นก็คือการที่เราจะได้ปันผลในอัตราที่ยุติธรรมและเหมาะสม  นอกจากนั้นเราอยากให้หุ้นมีราคาเพิ่มขึ้นเพื่อว่าถ้าเราจะขายเราก็จะได้กำไรหรือผลตอบแทนที่ดี  ดังนั้น ผู้บริหารที่พูดว่าราคาหุ้นไม่เกี่ยวกับเขา  จึงไม่ใช่ผู้บริหารที่ดีในสายตาของ VI

VI นั้นต้องการให้ผู้บริหารดูแลราคาหุ้นแต่ไม่ใช่เข้าไปซื้อขายหุ้นทำราคาหรือให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง  ผู้บริหารที่ดีนั้นจะต้องสร้างสิ่งที่มีคุณค่าให้กับบริษัทที่จะทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น  โดยคำว่าคุณค่านั้น  รวมถึงผลประกอบการ  โครงสร้างทางการเงินและความแข็งแกร่งของตัวกิจการ  การจัดสรรกำไรและเงินสดคืนให้กับผู้ถือหุ้นอย่างเหมาะสม  ประเด็นที่เป็นปัญหาบ่อย ๆ  ก็คือ   ผู้บริหารบางคนที่บริหารงานแล้วบริษัทมีกำไรพอใช้ได้  มีกระแสเงินสดดี  แต่ราคาหุ้นกลับไม่ไปไหนและราคาหุ้นก็ค่อนข้างต่ำมาก  เขาก็ไม่ทำอะไรเพราะคิดว่าเรื่องราคาหุ้นไม่ใช่เรื่องของเขา  แต่ข้อเท็จจริงก็คือ  ที่ราคาหุ้นต่ำอาจจะเป็นเพราะว่าเขาไม่ยอมจัดสรรกำไรให้กับผู้ถือหุ้นอย่างที่ควรเป็นต่างหาก

ประเด็นอื่น ๆ  ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ  VI ก็คือเรื่องความผิดพลาดของ VI   สิ่งที่ต้องระวังมากก็คือ  การซื้อหุ้นหรือบริษัทที่มีคุณภาพต่ำในยามที่ธุรกิจดีและในเวลาที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปสูง  เพราะเมื่อธุรกิจเริ่มแย่ลงตามภาวะ  ราคาหุ้นจะตกลงมามาก  อีกเรื่องหนึ่งซึ่งคล้ายคลึงกันก็คือ  การเข้าใจผิดว่ากำไรดีในปัจจุบันนั้นเป็นเรื่องเดียวกับ  “ความสามารถในการทำกำไร” ซึ่งเป็นเรื่องที่คงทนและเป็นเรื่องระยะยาวกว่ามาก  ดังนั้น  เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความผิดพลาดเหล่านี้  VI จะต้องมองผลประกอบการของบริษัทย้อนหลังหลายปีและต้องมองระยะยาวไปข้างหน้าหลายปีเช่นกัน

สุดท้าย  ก่อนที่จะจบ “ทฤษฎี VI” ฉบับย่อที่สุดก็คือ  VI นั้นเป็นเรื่องของความคิดปรัชญาและการกระทำ  และเป็นเรื่องของคนที่ทำ  นั่นก็คือ  คนที่ยึดปรัชญาความคิดนั้นเราเรียกเขาว่า  Value Investor   มันไม่ใช่สิ่งของ  หลักทรัพย์  หรือตัวหุ้น  เพราะสิ่งเหล่านั้น  สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อย ๆ   หุ้นตัวหนึ่งบางช่วงอาจจะเป็นหุ้นปั่นแต่บางช่วงอาจเป็นหุ้นที่คุ้มค่าสำหรับการลงทุนของ VI   ตรงกันข้าม   หุ้นของกิจการที่ดีสุดยอดบ่อยครั้งก็ไม่เข้าข่ายที่ VI จะซื้อลงทุนเพราะมันอาจจะมีราคาสูงเกินไปจนไม่คุ้มที่จะลงทุน  ประเด็นก็คือ  การที่จะเป็น  VI นั้น  สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ  เราต้องคิดอย่างมีเหตุผลและเป็นอิสระจาก  “อารมณ์ของฝูงชน”  เสร็จแล้วก็ต้องมีความกล้าที่จะลงมือทำ  หรือมีใจหนักแน่นพอที่จะอยู่เฉย ๆ  และนั่นทำให้  VI  เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ต้องใช้ทั้งการศึกษาและประสบการณ์ในการลงทุนจริง

แสดงความเห็น

Powered by Facebook Comments

Share This Post

Google1DeliciousDiggGoogleStumbleuponRedditTechnoratiYahooBloggerMyspaceRSS

You must be logged in to post a comment Login