จัดทัพลงทุน

Filed under บทความ

                จากความกังวลของปัญหากลุ่มประเทศยุโรปในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ราคาหุ้นส่วนใหญ่ได้ปรับตัวลดลงและมีความผันผวนมาก ส่งผลให้มูลค่าหุ้นในพอร์ตลดลง นักลงทุนเริ่มกังวลและหวั่นไหวกับทิศทางของตลาดทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ยังมีความมั่นใจไม่น้อย นักลงทุนที่ผ่านการลงทุนมายาวนานนั้นเข้าใจดีว่า ความผันผวนดังกล่าวเป็นภาวะที่เกิดขึ้นและอยู่คู่กับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เสมอ ดังนั้น ภาวะดังกล่าวไม่ใช่เป็นการเกิดครั้งแรกและไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่นอน

            วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในแนวทาง Value Investment มากว่า 40 ปี โดยมีแก่นการลงทุนคือ ลงทุนกิจการที่ยอดเยี่ยม ราคายุติธรรม มีส่วนต่างความปลอดภัยที่เหมาะสม แล้วเก็บไว้ให้นานที่สุด หรือหากเป็นไปได้ก็จะถือตลอดชีวิต  เขาไม่ได้เก่งในทางทฤษฎีด้านการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นนักปฏิบัติที่ประสบผลสำเร็จจนเป็นที่ยอมรับทั่วโลก เรามาดูกันว่า เขาจัดทัพการลงทุนอย่างไร โดยเรียนรู้ผ่านจดหมายถึงผู้ถือหุ้นเบิร์กไชร์ แฮทธาเวย์ ฉบับล่าสุดกันครับ

                วอร์เรน บัฟเฟตต์ เชื่อว่า การลงทุนในกิจการชั้นเยี่ยม ผลิตสินค้าและให้บริการเป็นที่ต้องการของคนส่วนใหญ่นั้น เปรียบเสมือน การมีแม่วัวพันธุ์ดีที่ผลิตนมคุณภาพเยี่ยมให้กับเจ้าของอย่างต่อเนื่องยาวนาน เบิร์กไชร์ พร้อมที่จะเป็นเจ้าของของกิจการชั้นเยี่ยมนั้นทั้งหมด หากเป็นไปไม่ได้ ก็ต้องเป็นเจ้าของในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญของกิจการนั้น นี่ก็คือ หลักการของการลงทุนแบบ Focus Investment นั่นเอง

                ในปี 2011 เบริกไชร์ได้ลงทุนที่มีนัยในสองกิจการคือ  ลงทุน 5 หมื่นล้านเหรียญในแบงค์ออฟอเมริกา พร้อมกับสิทธิที่จะซื้อหุ้น 700 ล้านหุ้นที่ราคา 7.14 เหรียญก่อนวันที่ 21 กันยายน 2021 และลงทุนมูลค่าสูงถึง 10.9 หมื่นล้านเหรียญสำหรับ 69.3 ล้านหุ้นของ IBM ปัจจุบันเบริกไชร์เป็นเจ้าของธุรกิจชั้นเยี่ยมของโลกที่มีนัยสำคัญ 4 กิจการคือ 13% ของบริษัท American Express 8% ของบริษัท Coca-Cola 5.5% ของบริษัท IBM และ 7.6% ของ Wells Fargo โดยเบริกไชร์ยังเป็นเจ้าของกิจการที่ดีเยี่ยมที่มีนัยสำคัญในปริมาณรองลงมาเช่นกัน การเป็นเจ้าของแบบมีนัยสำคัญในกิจการทั้งสี่นั้นก็เพื่อผลตอบแทนในระยะยาว เบริกไชร์ได้รับเงินปันผล 862 ล้านเหรียญ  ในปี 2011 และคาดว่าผลตอบแทนจะเพิ่มขึ้นทุกปีไปอีกยาวนานทั้งในด้านราคาหุ้นและเงินปันผล อีก 10 ปีข้างหน้ากิจการทั้งสี่ให้ผลตอบแทนสูงถึง 7 หมื่นล้านเหรียญ โดย 2 หมื่นล้านเหรียญมาจากเงินปันผล

                เบิร์กไชร์ ได้แบ่งหมวดหมู่การลงทุนหรือ จัดทัพการลงทุนดังนี้

                1. กลุ่มธุรกิจประกัน เป็นกลุ่มที่มีรูปแบบธุรกิจที่ดีมากคือ รับก่อน จ่ายหลัง เป็นกิจการที่ทำให้เบริกไชร์มีเงินสดที่มีต้นทุนต่ำ เป็นประโยชน์อย่างมากในการนำไปลงทุนต่อ เบริกไชร์มีเงินสดจากส่วนธุรกิจนี้ถึง 7 แสนล้านในปี 2011 เพิ่มจาก 6 แสน5 หมื่นล้านเหรียญ และไม่ถึง 40 ล้านเหรียญ ในปี 2010 และ 1970 ตามลำดับ แม้ธุรกิจประกันนั้นมีความเสี่ยง กล่าวคือ รายได้เบี้ยประกันรวมจะต้องมากกว่าค่าเคลมประกันและค่าใช้จ่าย กลุ่มธุรกิจประกันได้สร้างผลประกอบการที่น่าประทับใจในด้วยความสามารถของผู้บริหารในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา

                2. กลุ่ม Regulated, Capital-Intensive Business เป็นกิจการมีความมั่นคงและปลอดภัยสูงแม้ใช้เงินลงทุนสูงไชร์ มีคู่แข่งน้อยหรือเข้ามาได้ยาก สามารถชำระภาระดอกเบี้ยจากเงินกู้ระยะยาวด้วยตัวกิจการเองโดยไม่พึ่งการค้ำประกันจากเบริกไชร์ สองกิจการที่สำคัญได้แก่ กิจการขนส่งทางรถไฟ BNSF  ปัจจุบันอเมริกาใช้การขนส่งสินค้าทางรถไฟระหว่างเมืองถึง 42%  และธุรกิจพลังงานไฟฟ้า MidAmerican Energy ที่ให้บริการลูกค้าถึง 2.5 ล้านรายในอเมริกา จะเห็นได้ว่ากิจการทั้งสองนั้นเป็นสิ่งจำเป็นในการใช้ชีวิตประจำวัน จึงไม่น่าแปลกใจที่ผลประกอบการอยู่ในระดับที่ดีอย่างต่อเนื่อง

                3. กลุ่ม Manufacturing, Service and Relating Operations เป็นกลุ่มธุรกิจที่มีหลากหลายตั้งแต่ขนมขบเคี้ยวจนถึงเครื่องบิน แม้จะสร้างผลตอบแทนได้ดีและมีกำไรเพิ่มขึ้นตามลำดับตลอดเวลาที่ผ่านมา แต่บัฟเฟตต์ก็ยอมรับว่า มีกิจการขนาดเล็กหลายกิจการที่เป็นการตัดสินใจลงทุนผิด อย่างไรก็ตามเขายังพอใจกับผลประกอบการของกลุ่มธุรกิจนี้

                4. กลุ่มสถาบันการเงินและผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เป็นกลุ่มที่เล็กที่สุด ประกอบด้วยธุรกิจให้เช่า เช่าซื้อ เงินกู้เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย แม้ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจในปี 2008 แต่หลายกิจการก็มีกำไรในปี 2009 และดีขึ้นตามลำดับจนถึงปัจจุบันเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น

                พอร์ตการลงทุนของเบิรก์ไชร์ ณ สิ้นปี 2011 ยังมีกิจการที่ดีโดยมูลค่าตลาดมากกว่า 2 หมื่นล้านเหรียญได้แก่  Procter & Gamble, Kraft Foods, Munich Re, Wal-Mart Store, ConocoPhilips, U.S.Bancorp, Johnson & Johnson  อีกด้วย

                ในฐานะนักลงทุนคุณค่า เราควรใช้เวลาในการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ เพื่อได้มาซึ่งกิจการที่มีคุณภาพเยี่ยม มีศักยภาพแข่งขันที่ยั่งยืน ในราคายุติธรรม มากกว่าการกังวลของความผันผวนของราคาหุ้นในระยะสั้น เมื่อพบกิจการดังกล่าวแล้ว ก็ควรเข้าลงทุนอย่างมีนัยสำคัญรวมทั้งการจัดพอร์ตการลงทุนให้ความเหมาะสมกับตนเองเพื่อผลตอบแทนในระยะยาว และที่สำคัญที่สุดก็เพื่อความสบายใจและความสุขในการลงทุน อาจมีข้อโต้แย้งว่า พอร์ตยังเล็กจึงไม่มีความจำเป็นและไม่ถึงเวลา เรื่องนี้อาจจะจริง แต่เราต้องไม่ลืมว่า วันหนึ่งเมื่อพอร์ตเติบโตมากขึ้น ข้อจำกัดในการลงทุนก็มากขึ้นด้วย การที่จะหาหุ้นที่ยอดเยี่ยมใน ราคายุติธรรมแล้วสลับเปลี่ยนไปมา จะทำได้ยากขึ้น ดังนั้นการที่จะเริ่มคิดจัดทัพลงทุนบ้าง ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องเสียหายครับ ! !

แสดงความเห็น

Powered by Facebook Comments

Share This Post

Google1DeliciousDiggGoogleStumbleuponRedditTechnoratiYahooBloggerMyspaceRSS

You must be logged in to post a comment Login