ความฝันของ VI

Filed under บทความ

Value Investor หนุ่มสาวหลายคน  โดยเฉพาะที่เริ่มประสบความสำเร็จจากการลงทุนอย่างงดงามนั้น  มักจะมีความฝันที่บรรเจิด  พวกเขามักจะคำนวณตัวเลขความมั่งคั่งที่เขาจะมีในอนาคตโดยอิงจากผลตอบแทนที่ผ่านมาในช่วง 3-4 ปี ซึ่งสูงมากเช่นเฉลี่ยปีละ 40-50%  และบางคนมากยิ่งกว่านั้น

พวกเขารู้ว่าการทำกำไรจากตลาดหุ้นปีละ 40-50% ในระยะยาวนั้นยากมาก  โดยเฉพาะเมื่อภาวะตลาดไม่อำนวยและพอร์ตลงทุนมีขนาดใหญ่ขึ้น  ดังนั้นเขาก็จะลดประมาณการผลตอบแทนลง   อย่างไรก็ตาม  เขาคิดว่าการทำผลตอบแทนปีละ 20-25% นั้นไม่ใช่เรื่องยาก  ว่าที่จริงบางทีผ่านไป 2-3 เดือนเขาก็ได้กำไรมาแล้วทั้ง ๆ  ที่ภาวะตลาดหุ้นก็ไม่ได้ดีนัก

การตั้งเป้าผลตอบแทนที่ 25% ต่อปีในระยะยาวนั้นแปลว่าเขาอาจจะสามารถ  มี “อิสรภาพทางการเงิน” หรือเลิกทำงานประจำได้ภายในอาจจะ 10-15 ปี  สำหรับ VI ที่ไม่ได้มีพ่อแม่ที่ร่ำรวย  และอาจจะทำให้เขามีเงินเป็นหลายสิบหรือร้อยล้านในกรณีที่ทางบ้านมีฐานะดีและเขาเริ่มลงทุนด้วยเงินเป็นหลักหลายล้านบาท

ไม่ว่าในกรณีใด   VI หนุ่มสาวที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในช่วงต้นของการลงทุนมักจะมีความฝันว่าวันหนึ่งตนเองจะร่ำรวยในระดับ  “เศรษฐี”  มีเงินอย่างน้อยก็น่าจะ “หลายสิบล้านบาท” หรือในกรณีที่เริ่มต้นด้วยเงินมากก็จะมีเงินนับร้อยหรือพันล้านบาท  และนั่นก็จะทำให้เขา  “ฝันข้ามเวลา”  คือฝันที่ยังห่างไกลอีกมากว่า  เขาจะทำอะไรเมื่อวันนั้นมาถึง

หลายคนฝันว่าเขาจะไป  “ท่องโลก”  เพื่อที่จะได้เห็นชีวิตและวัฒนธรรมต่าง ๆ  ที่แตกต่างกันออกไป  ซึ่งนอกจากจะสนองความอยากรู้และรื่นรมย์แล้ว  มันยังช่วยขยายวิชั่นของเขาซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการลงทุนด้วย  ถ้าจะพูดไป  จิม โรเจอร์  นักลงทุนเอกคนหนึ่งของโลกก็เคยเดินทาง “รอบโลก”  มาแล้วสองครั้ง  หลังจากที่ร่ำรวยมหาศาลจากการลงทุนร่วมกับจอร์จ โซรอส

หลายคนอาจจะฝันที่จะมีบ้านใหญ่  รถหรู  และสามารถใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้หลังจากที่ตนเองร่ำรวยพอที่จะทำอย่างนั้นได้โดยไม่กระทบกับความมั่งคั่งส่วนตน   อย่างไรก็ตาม  นี่เป็นความฝันที่อาจจะ  “อยู่ลึก”  ในใจ  เนื่องจากการ “บริโภค”  สิ่งที่ฟุ่มเฟือยนั้น  ดูเหมือนว่าจะขัดกับแนวทางการดำเนินชีวิตของ VI  ดังนั้น  ฝันของการมีชีวิตหรูหราจึงมักจะเป็นฝันรายการท้าย ๆ ของ VI หลาย ๆ  คนโดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ร่ำรวยมาก่อนอยู่แล้ว

ตรงกันข้ามกับการได้ใช้ชีวิตหรูหราสุขสบาย  VI จำนวนไม่น้อยฝันว่าจะ  “คืนให้แก่สังคม” โดยการบริจาคทรัพย์ให้แก่สาธารณกุศล  หลายคนคิดว่าจะ  “ตั้งมูลนิธิ”  เพื่อช่วยเหลือคนอื่น  VI  บางคนคิดว่าตนเองอยากเป็นอาจารย์หรือครูที่จะนำความรู้และประสบการณ์ไปช่วยสอนนักศึกษา  เหนือสิ่งอื่นใด  เหล่านี้คือกิจกรรมที่ VI ที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น วอเร็น บัฟเฟตต์  และจอร์จ โซรอส ได้ทำหลังจากที่ร่ำรวยมหาศาลจากการลงทุนแล้ว

ผมเองคิดว่า  ความฝันนั้นเป็นสิ่งที่ดี  มันช่วยทำให้เรามีจิตใจที่มุ่งมั่นที่จะลงทุน  เราจะทุ่มเทในการศึกษาหาความรู้  เราจะอดออมได้มากกว่าปกติ  ทั้งหมดนั้นจะทำให้พอร์ตของเราโตเร็วขึ้น  ความฝันคือแรงกระตุ้นที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์  ว่าที่จริงผมเองก็เคยฝันมาตั้งแต่เริ่มเดินทางสาย VI ใหม่ ๆ

แต่ประสบการณ์ของผมก็คือ  ความฝันนั้นเรามักจะ  “ไปไม่ถึง”  สาเหตุก็คือ  บางครั้งเราตั้งความฝันไว้สูงเกินไป  ผลตอบแทนที่เราคาดหวังนั้น  เราตั้งไว้สูงยิ่งกว่าสิ่งที่ วอเร็น บัฟเฟตต์ ทำได้  เราคิดว่าเราทำได้ใน 4-5 ปี ดังนั้นเราน่าจะทำได้ในอีก10-20 ปีหรือมากกว่านั้น ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก

อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ฝันไม่เป็นจริงก็คือ  ความฝันนั้น “ไม่หยุดนิ่ง”  มันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ  ตามกาลเวลาและตามสถานะของตัวเรา  ตัวอย่างเช่น  เรื่องของความมั่งคั่งนั้น  VI บางคนอาจจะตั้งความฝันไว้ว่าจะมีเงินถึงจุดหนึ่งเช่น 50 ล้านบาท แล้วก็จะ “หยุด” เพราะรู้สึกว่า “พอแล้ว”   แต่เมื่อถึงเวลาที่เขามีเงิน 50 ล้านบาทจริง ๆ  เขาก็อาจจะรู้สึกว่ายังไม่พอหรือยังไม่อยากหยุด   พูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงบัฟเฟตต์  ซึ่งว่ากันว่า  เขาเคยคิดที่จะเลิกลงทุนหลังจากมีเงินประมาณ 40-50 ล้านเหรียญหรือ 1,000 ล้านบาทไทยเพื่อหันไป “ทำอย่างอื่น” ในชีวิตและเกือบจะทำอย่างนั้นจริง ๆ   แต่สุดท้าย  เขาก็ล้มเลิกความคิดนั้นและหันกลับมาลงทุนใหม่จนถึงทุกวันนี้

ความฝันอื่น ๆ  ที่กล่าวถึงก็เป็นเรื่องที่มักจะเปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน  สมมุติว่าเขาประสบความสำเร็จและมีความมั่งคั่งตามที่ฝันจริง  โอกาสที่เขาจะ  “เดินทางรอบโลก”  หรือมีบ้านใหญ่โตหรูหรานั้นก็มักจะไม่เกิดขึ้น  บางทีเขาอาจจะคิดว่ามันเหนื่อยเกินไปที่จะเดินทางไกลหรือไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนบ้าน  เรื่องของ “มูลนิธิ”  นั้นก็ดูยุ่งเกินไปและไม่เห็นจะจำเป็น  ถ้าอยากทำบุญก็บริจาคให้ใครก็ได้  เช่นเดียวกัน  การเป็นอาจารย์สอนนักเรียนนั้น  ถ้าสอนเป็นครั้ง ๆ  ก็น่าสนุก  แต่ถ้าต้องสอนเป็นเรื่องเป็นราวดูเหมือนว่ามันจะเป็นความทุกข์  เหนือสิ่งอื่นใด  นักศึกษาส่วนใหญ่นั้นก็อาจจะไม่ได้สนใจ  “ความรู้”  ของเราเท่าไรนัก  เขาอาจจะแค่ต้องการสอบให้ผ่านเท่านั้น

สิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นจริงได้มากที่สุดก็คือ  VI นั้นจะไม่หยุดลงทุนไม่ว่าความฝันอะไรจะเป็นจริงหรือไม่จริง  ไม่เชื่อก็ดู VI ระดับเซียนทั้งหลายที่ไม่เคยเกษียณแม้ว่าอายุจะเลย 80 ปีไปแล้ว  บัฟเฟตต์บอกว่าเขาและชาร์ลี มังเกอร์  นั้นจะลงทุนจนกว่าจะจำกันและกันไม่ได้แล้วเท่านั้น

ข้อสรุปสุดท้ายของผมก็คือ  ฝันนั้น  ฝันได้และควรจะฝัน  พยายามทำให้ความฝันนั้น  Realistic คือมีเหตุผลไม่เกินความเป็นจริง  การฝันถึงสิ่งที่อยากทำเมื่อประสบความสำเร็จและมั่งคั่งแล้วนั้นก็ทำได้  แต่ก็จงตระหนักว่ามันอาจจะไปไม่ถึง   เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  เราอาจไม่ใช่ตัวคนเดียว  เรามี  “หุ้นส่วนชีวิต” ทั้งภรรยาและลูกที่จะต้องปรึกษาและเห็นชอบด้วย   แม้แต่ วอเร็น บัฟเฟตต์ เองนั้น  ก่อนหน้าที่ภรรยาคนก่อนของเขาจะเสียชีวิต  เขาบอกว่าถ้าเขาตายก่อน  ทรัพย์สมบัติก็จะกลายเป็นของภรรยา  แต่ถ้าภรรยาตายก่อน  เงินส่วนใหญ่ของเขาก็จะถูก “คืนกลับไปสู่สังคม”  และนั่นคือที่มาของการบริจาคเงินก้อนมโหราฬของเขาให้กับมูลนิธิของบิลเกต

แสดงความเห็น

Powered by Facebook Comments

Share This Post

Google1DeliciousDiggGoogleStumbleuponRedditTechnoratiYahooBloggerMyspaceRSS

You must be logged in to post a comment Login