กฎการลงทุนข้อที่หนึ่ง : ไม่ลงทุนในสิ่งที่ไม่เข้าใจ

Filed under บทความ

ไม่ว่าจะผ่านไปกี่เดือนกี่ปี ก็จะมีผู้ลงทุนทั้งหน้าใหม่และเก่า ต้องเจ็บปวดกับการลงทุนอยู่เป็นระยะๆ หากเป็นการลงทุนที่มีปัจจัยพื้นฐานดี การที่ราคาจะกลับมาใกล้เคียงหรือเท่ากับที่เราซื้อ อาจจะใช้เวลาไม่นาน แต่หากเป็นการลงทุนในสิ่งที่ไม่มีปัจจัยพื้นฐาน หรืออาจจะมี แต่เป็นพื้นฐานที่ไม่ดี ราคาก็อาจจะไม่กลับมาสู่จุดที่เราเข้าไปลงทุน หรืออาจจะไม่เข้าไปใกล้เคียง หรืออาจจะไม่มีโอกาสที่จะเข้าไปใกล้เคียงเลย ตลอดไป

อ่านแล้วรู้สึกเย็นยะเยือกไหมคะ ดิฉันเคยเขียนถึงเรื่องทำนองนี้หลายครั้ง แต่ละครั้งก็ไม่ค่อยอยากจะเขียน เพราะเกรงว่าจะไปกระบกระเทือนจิตใจของผู้ลงทุน แต่หากไม่เขียน ก็ยิ่งจะมีจำนวนผู้ลงทุนที่เจ็บปวดเพิ่มขึ้น วันนี้ จึงขอเขียนกฎของการลงทุนอีกครั้งนะคะ

จากการศึกษา จากการตักเตือนของผู้อาบน้ำร้อนมาก่อน และจากประสบการณ์ลงทุนของตนเอง กฎของการลงทุนที่จะลดโศกนาฎกรรมในการลงทุนของดิฉันมีดังนี้

กฎข้อที่หนึ่ง : ไม่ลงทุนในสิ่งที่เราไม่เข้าใจ

แม้จะเรียนจบมาทางด้านการเงิน แม้จะทำงานด้านนี้มากว่าสามสิบปี แม้จะผ่านการตัดสินใจลงทุนมามากมาย แต่ดิฉันก็ไม่ได้เข้าใจและรู้จักตราสารในการลงทุน หรือเครื่องมือในการลงทุนครบทุกอย่าง โดยเฉพาะเมื่อที่ตลาดลงทุนซบเซา หลังเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ นำโดยการล้มละลายของเลห์แมนบราเดอร์ส วาณิชธนากรทั้งหลาย พยายามสร้างสรรและสรรหาตราสารและเครื่องมือทางการเงินใหม่ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นลูกผสม และเป็นอนุพันธ์ของหลักทรัพย์และตราสารแบบดั้งเดิม คือเอาอันนี้มาผูกกับอันนั้นและมีเงื่อนไขที่ต่างกัน ผู้ลงทุนเป็นได้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย

นอกจากนี้ ในช่วงหลังเมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้า เกิดเงินดิจิตอล เกิดโทเค่น (Token) ที่ใช้ในการทำธุรกรรมต่างๆ ในเกมส์อิเล็กทรอนิกส์ และลามมาถึงการชำระเงินแบบดิจิตอล ในลักษณะ e-payment ฯลฯ เกิดเจ้ามือใหม่ที่ไม่ใช่ธนาคารกลาง เกิดเงินตราที่ไม่มีกฎหมายรองรับ และเกิดศัพท์แสงต่างๆ รวมถึงตัวย่อของตราสารทั้งที่เป็นหลักทรัพย์ และที่ไม่ใช่หลักทรัพย์ขึ้นมากมาย มากจนไม่สามารถรวบรวมคำศัพท์ไว้ได้หมด โชคดีว่ามี เสิร์ชเอ็นจิ้นที่มีประสิทธิภาพมากๆ จึงทำให้เราสามารถค้นหาดูได้ว่า ชื่อย่อแปลกๆเหล่านั้น คืออะไร (และเสิร์ชเอนจิ้นนี้ก็จะทำนายได้ว่าสิ่งที่เราเข้าไปค้นหากันนั้น มีแนวโน้มราคาเป็นอย่างไร)

เมื่อมีอะไรให้ลงทุนมากมายอย่างนี้ เราก็ต้องตั้งหลักว่า 1. วัตถุประสงค์ในการลงทุนของเราคืออะไร เช่น รักษาเงินต้นให้ปลอดภัย เพิ่มมูลค่าของเงินอย่างน้อยให้ชนะเงินเฟ้อ เพื่อรักษาอำนาจซื้อ หรือเพื่อให้เงินงอกเงยเติบโต เพื่อนำไปใช้ในวัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น เพื่อการศึกษาของบุตร เพื่อการเกษียณอายุงาน ฯลฯ  2. เราต้องการเป้าหมายผลตอบแทนเท่าใด เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์นั้นๆ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่า เงินลงทุนเบื้องต้นเรามีอยู่เท่าใด ระยะเวลาการลงทุนนานหรือไม่ และเรามีเงินที่จะสามารถออมเพิ่มเพื่อนำมาลงทุนเพิ่มได้หรือไม่ และ 3. เรามีความสามารถในการรับความเสี่ยงในระดับใด และเรายินดีที่จะรับความเสี่ยงตามระดับความสามารถในการรับหรือไม่ บางคนรับความเสี่ยงได้สูง แต่ใจไม่สู้ ก็ต้องเลือกลงทุนในระดับความเสี่ยงที่ลดลงค่ะ

การลงทุนที่จะทำให้เราบรรลุเป้าหมายผลตอบแทนที่ต้องการ เพื่อตอบโจทย์การลงทุนของเรา ไม่จำเป็นต้องลงทุนในอะไรที่วิจิตรพิศดาร ตราสารและหลักทรัพย์พื้นฐาน เช่น เงินฝากธนาคาร พันธบัตร หุ้นกู้ หุ้นทุน อสังหาริมทรัพย์ ก็สามารถตอบโจทย์เราได้แล้ว  อย่างอื่นๆถือเป็นสีสัน ซึ่งหากศึกษาให้เข้าใจและรู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ หลายคนมองว่าเป็นเสน่ห์ ซึ่งอาจจะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์เร็วขึ้นอีกหน่อย หรืออาจจะทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น อาจจะได้เกินเป้าหมาย หรืออาจจะพลาดเจ็บตัวเพิ่มได้

ทั้งนี้หากเราลงทุนเป็นลักษณะของพอร์ตโฟลิโอ เราจะเจ็บตัวน้อยลง ซึ่งและเป็นกฎข้อที่สอง ให้ติดตามในสัปดาห์หน้านะคะ

ยกตัวอย่างการลงทุนที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ ซึ่งดิฉันได้เขียนเตือนไปเมื่อเดือนธันวาคม 2560 ลงตีพิมพ์ในคอลัมน์นี้ ก่อนที่จะเริ่มปรับตัวลดลงเพียงสามวัน นั่นคือ เงินดิจิตอล หรือ คริปโตเคอร์เรนซี่ (Cryptocurrency) ค่ะ

วารสาร Wealth Daily ฉบับวันที่ 22 กันยายน 2561 ได้รวบรวมราคาของเงินดิจิตัลที่มีการซื้อขายกันในโลก พบว่า ผลตอบแทนในปี 2561 ตั้งแต่ต้นปีจนถึง 20 กันยายน ล้วนแต่ติดลบทั้งสั้น จะลบมากหรือน้อยเท่านั้น นำโดย Bitcoin Gold และ Qtum ลดลง 91% เท่ากัน NEM และ ICON ลดง 88%  IOTA , Cardano และ XRP ลดลง 84% Lisk และ Dash ลดลง 83% OmiseGO ลดลง 77% Bitcoin Cash ลดลง 75%  Litecoin และ NEO ลดลง 72% Monero ลดลง 71% zCash ลดง 69%  Stellar, VeChain และ TRON ลดลง 58%  Bitcoin และEthereum ลดลง 53% Ethereum Classic ลดลง 48% และ EOS ลดลง 27%

มีการศึกษาเกี่ยวกับผลตอบแทนและความเสี่ยงของเงินดิจิตัลที่น่าสนใจ โดย Yukun Liu และ Aleh Tsyvinski จากมหาวิทยาลัยเยล เผยแพร่เมื่อ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างคริปโตเคอร์เรนซี่สามตัว คือ บิทคอยน์ ริปเปิล และ อีเธอร์เรียม กับหุ้นทุน เงินสกุลต่างๆ และโลหะมีค่า พบว่า เงินดิจิตัลทั้งสามตัว ไม่มีความสัมพันธ์กับตลาดหุ้น หรือเศรษฐกิจมหภาค ทั้งยังไม่สัมพันธ์กับสกุลเงินต่างๆ และโภคภัณฑ์ แต่ที่น่าสนใจคือ มีความสัมพันธ์อย่างเห็นได้ชัดเจนกับความสนใจของการค้นหาข้อมูลของสามชื่อนี้ในเสิร์ชเอ็นจิ้น เช่น กูเกิ้ล คือถ้ามีการค้นหาในทางบวกมาก ราคาของคริปโตเคอร์เรนซี่ตัวนั้นๆ ในช่วงสองสัปดาห์ต่อมา ก็จะขึ้น หากค้นหาในทางลบ ราคาก็จะลดลง

ดิฉันขอเสริมว่าเป็นพฤติกรรมของนักเก็งกำไร และผู้ลงทุนที่เข้าไปลงทุนโดยมีพฤติกรรม ตามแห่ เห็นเขาได้กำไร ก็อยากได้บ้าง หาข้อมูลอยู่เหมือนกัน แต่เข้าใจหรือไม่เข้าใจ ก็ไม่รู้ 

ซึ่งผิดกฎการลงทุนข้อที่หนึ่งเป็นอย่างมาก และก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมตามมา คือ ทำนายได้เลยค่ะว่า เจ็บตัว เกือบทุกราย

แสดงความเห็น

Powered by Facebook Comments

Share This Post

Google1DeliciousDiggGoogleStumbleuponRedditTechnoratiYahooBloggerMyspaceRSS

You must be logged in to post a comment Login