การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม

 อุตสาหกรรมแต่ละอย่างมีการเปลี่ยนแปลงช้าเร็วไม่เท่ากัน  บางอุตสาหกรรมมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก  แต่บางอย่างก็ช้ามาก  การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วนั้น   มักจะมาจากการที่มีการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีหรือพฤติกรรมของคน  หรือไม่ก็เกิดจากลักษณะหรือคุณสมบัติของกิจการที่มีความอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมหรือภาวะเศรษฐกิจสูง  ซึ่งทำให้ในบางช่วงเวลาบริษัทในอุตสาหกรรมประสบกับความล้มเหลวอย่างรุนแรงและกว้างขวางและทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม    ผลของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมที่ชัดเจนก็คือ  บริษัทที่เคยรุ่งเรืองและยิ่งใหญ่นั้น  กลายเป็นบริษัทที่ล้มเหลวตกต่ำลง  ในขณะเดียวกัน  บริษัทที่เคยเป็นรองหรือบริษัทขนาดเล็กเติบโตขึ้นกลายเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่แทนในระยะเวลาอันสั้น  ลองมาดูกันว่าอุตสาหกรรมอะไรที่เปลี่ยนเร็ว  และอุตสาหกรรมอะไรที่เปลี่ยนช้า

            อุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็วที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ  อุตสาหกรรมไฮเทคทั้งหลายโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์  อินเตอร์เน็ต  และการสื่อสารโทรคมนาคม  เพราะนี่คือภาคอุตสาหกรรมที่มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทางเทคโนโลยีและการประยุกต์ใช้  ถ้าลองนึกย้อนหลังไปไม่นานนักก็จะพบว่าบริษัทที่ยิ่งใหญ่ในอดีตจำนวนมากนั้น  บัดนี้กลายเป็นบริษัทที่  มีปัญหา  ไล่ตั้งแต่อดีตยาวนานก็มีบริษัท  เท็กซัสอินสตรูเม้นท์  ที่โด่งดังมากสมัย 40 ปีก่อน ที่ผมยังเรียนวิศวกรรมในมหาวิทยาลัยที่เป็นผู้ผลิตเครื่องคิดเลขเครื่องแรก ๆ  ของโลกและ ฟิลิปส์ ฟิชเชอร์ ปรมาจารย์การลงทุนคนหนึ่งที่ บัฟเฟตต์ ยกย่อง  กล่าวถึงว่าเป็นบริษัทที่เป็น  ซุปเปอร์สต็อก  แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้อยู่ไหน

           ต่อมาก็มีบริษัท IBM คอมพิวเตอร์  หรือ Big Blue หรือ ยักษ์สีฟ้า  สัญลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เป็นตัวแทนของอเมริกันที่เป็น  จ้าวแห่งเทคโนโลยีโลก  แต่แล้ว  บริษัทเล็ก ๆ  ก่อตั้งโดยเด็กอายุไม่ถึง 20 ปีชื่อ ไมโครซอฟท์  ก็ก้าวขึ้นมาแข่งขันด้วยซอฟท์แวร์ควบคุม  คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล  ที่ในที่สุดสามารถแย่งชิงการนำในธุรกิจคอมพิวเตอร์และกลายเป็น ราชันย์แห่งโลกของไอที ในเวลาอันสั้น  และแม้ว่าบริษัท  IBM เองก็ยังยิ่งใหญ่อยู่  แต่บทบาทในฐานะผู้นำทางด้านธุรกิจก็แทบไม่เหลือแล้ว   มาถึงยุคของโทรคมนาคม  เรามีโมโตโรลา ที่ในยุคแรกของโทรศัพท์มือถือนั้นทุกคนต้องใช้เครื่องของโมโตโรลา  แต่แล้ว  ภายในเวลาไม่นานนักทุกคนต่างก็ต้องการใช้มือถือของโนเกีย  บริษัทสุดยอดทางด้านไฮเทคจากประเทศฟินแลนด์ที่อดีตถูกปรามาสว่าเป็น  ประเทศหลังเขาแห่งยุโรป  โนเกียกลายเป็นความภาคภูมิใจของฟินแลนด์และหุ้นโนเกียนั้นใหญ่คับตลาดหุ้นฟินแลนด์  แต่แล้ว  โนเกียเองก็ประสบชะตากรรมแบบเดียวกับโมโตโรลาและบริษัทกำลังประสบกับปัญหา  เนื่องจากแอปเปิลได้เข้ามายึดกุมตลาดของสมาร์ทโฟนที่เป็นที่คลั่งไคล้ของคนทั้งโลก  หุ้นของแอปเปิลกลายเป็นหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก

            ผมยังไม่ได้พูดถึงบริษัทไฮเทคที่เคยยิ่งใหญ่จำนวนมากอาทิ  พานาโซนิค  โซนี่  ชาร์ป หรือ บริษัทโกดัก  ต่างก็ตกลงมาจากจุดสูงและแทนที่อาจจะโดยซัมซุงและบริษัทที่เคย รองบ่อน  อื่น ๆ  เพราะคงไม่มีเนื้อที่พอที่จะกล่าวถึง  และนี่ยังไม่นับผู้เล่นที่กำลังกลายเป็น  ราชันย์ ใหม่ ๆ  อย่าง กูเกิลและเฟซบุค  ประเด็นของผมก็คือ  ราชันย์ในวันนี้ก็อาจจะกลายเป็น  ยาจก ในวันข้างหน้าได้  บางทีในเวลาไม่นานนัก

            ในอีกด้านหนึ่ง  อุตสาหกรรมอาหารเป็นอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงช้ามาก  โค๊กนั้นเป็นเครื่องดื่มที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกมาช้านานอาจจะเกือบร้อยปี   ถึงวันนี้โค๊กก็ยังยิ่งใหญ่เหมือนเดิมหรือยิ่งใหญ่ขึ้นโดยที่ไม่มีทีท่าว่าจะมีเครื่องดื่มชนิดไหนมาแซงได้   เช่นเดียวกัน  แม็คโดนัลด์เองก็เป็นอาหารที่ยิ่งใหญ่พอ ๆ  กันและนับวันมันจะขยายไปทั่วโลกโดยที่ยังหาคนที่มาต่อกรได้ยาก นอกจากอาหารแล้ว  ธุรกิจค้าปลีกประเภทขายสินค้าราคาถูกอย่างวอลมาร์ท  คาร์ฟู และ เทสโก้  เหล่านี้ต่างก็เป็นผู้นำในตลาดของประเทศตนเองและตลาดโลกมาช้านานโดยที่ไม่มีความเสี่ยงที่จะมีคู่แข่งมาทำลายตำแหน่งของตนเองได้  เป็นที่น่าสังเกตว่าทั้งสองอุตสาหกรรมต่างก็เป็นธุรกิจ  โลว์เทค  ที่มีการใช้เทคโนโลยีน้อยมาก

            อุตสาหกรรมที่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเร็วระดับกลาง ๆ  นั้น  ผมคิดว่าน่าจะอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความไวต่อสภาวะเศรษฐกิจหรืออาจจะมีความเกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยี  ตัวอย่างเช่น  อุตสาหกรรมการเงินการธนาคารที่มักจะมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงภาวะวิกฤติที่ทำให้ผู้นำหรือบริษัทที่โดดเด่นแต่บริหารงานอย่างไม่ระมัดระวังต้องประสบปัญหาล้มหายตายจากไปและมีบริษัทระดับรองก้าวขึ้นมาแทนที่  เช่นเดียวกัน  การวางกลยุทธ์หรือการบริหารงานที่ผิดพลาดก็อาจจะทำให้บริษัทที่เป็นผู้นำค่อย ๆ  เสียส่วนแบ่งการตลาดไปทีละน้อยจนในที่สุดกลายเป็นผู้ตามได้

             กลับมาที่ตลาดหุ้นไทย  ค่าที่ว่าเราไม่มีอุตสาหกรรมไฮเทคจริง ๆ  ผมจึงลองมาคิดดูว่าอุตสาหกรรมอะไรที่น่าจะถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงเร็ว  คำตอบของผมก็คือ  ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะที่ทำเพื่อขาย  เช่น  บริษัทขายบ้านจัดสรร  เหตุผลก็คือ  นี่คือธุรกิจที่ต้อง นับหนึ่งใหม่ ทุกปีเพราะลูกค้าเดิมไม่ซื้อซ้ำ  ดังนั้น  เราจึงเห็นบริษัทที่เป็นผู้นำอันดับหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก   นอกจากนั้น  ระหว่างอันดับหนึ่งกับอันดับ 2 และ 3 นั้น  ยอดขายไม่ได้ทิ้งห่างกัน  และดูเหมือนว่าโอกาสที่อันดับหนึ่งอาจจะ แพ้  นั้นเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

 

               ธุรกิจการเงินเองซึ่งรวมถึงธนาคารด้วย  ดูเหมือนว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่เร็วพอสมควร  อันดับหรือความโดดเด่นนั้น  อยู่ในระดับที่สู้กันได้อย่างน้อยใน 3 อันดับแรก  ในธุรกิจหลักทรัพย์เองผมคิดว่ามีโอกาสที่ผู้นำจะเปลี่ยนแปลงได้เสมอ  บางทีอาจจะเกิดขึ้นจากการขยายตัวภายในหรืออาจจะมีการควบรวมกับรายอื่นทำให้สถานะและความสามารถในการแข่งขันเปลี่ยนแปลงไปในเวลาไม่นานนัก

               เช่นเดียวกับต่างประเทศ  อุตสาหกรรมเกี่ยวกับอาหาร  ค้าปลีก  และอาจจะรวมถึงพลังงาน  น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปช้า  ผู้นำก็ยังคงเป็นผู้นำ  ตำแหน่งทางการตลาดนั้นไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปได้ง่าย  เช่นเดียวกับผลประกอบการที่มักจะมีความสม่ำเสมอมากกว่าธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็ว

               ธุรกิจไอที  สื่อสาร  บันเทิง  สื่อ  และ สิ่งพิมพ์  น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่เร็วพอสมควรโดยเฉพาะในช่วงที่มีเทคโนโลยีและการกำกับควบคุมใหม่ ๆ เกิดขึ้น  ในธุรกิจเหล่านี้  บางทีเราจะต้องระวังว่าผู้นำอาจจะเพลี่ยงพล้ำและผู้ตามหรือผู้เล่นหน้าใหม่ขึ้นมากลายเป็น ดาราได้

              มองในมิติของหุ้น  ผมเองไม่ชอบอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็วเพราะบริษัทในอุตสาหกรรมจะมีความเสี่ยงมากกว่าปกติ  บ่อยครั้งผมจะหลีกเลี่ยงโดยเฉพาะถ้ามันกำลังอยู่ในช่วงที่เปลี่ยนแปลงรุนแรง  แต่ถ้าผมคิดจะลงทุนในอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงเร็ว  ผมก็มักจะต้อง ขอส่วนลด  หรือให้ค่า PE ของหุ้นต่ำกว่าหุ้นของบริษัทที่มีสถานะใกล้เคียงกันแต่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ มั่นคงกว่า
Posted in Investor's Article | Comments Off

ศึกชิงตา

ธุรกิจที่กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในช่วงนี้ก็คือ  ธุรกิจสื่อสารมวลชน   ต้นเหตุสำคัญก็คือ  การเกิดขึ้นของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง  กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติหรือ กสทช. ประกอบกับการพัฒนาทางด้านของเทคโนโลยีการสื่อสารและคอมพิวเตอร์ที่ทำให้สามารถขยายช่องทางของการสื่อสารออกไปมหาศาล  ทำให้ต้นทุนของการสื่อสารต่ำลงไปมากในขณะที่คุณภาพของภาพและเสียงกลับสูงขึ้นมาก

         การเกิดขึ้นของ กสทช. และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้  การผูกขาด  ของสื่อที่มีมานานในประเทศไทยหมดหรือเกือบหมดไป  ในอนาคตอีกไม่นานเราจะมีผู้เล่นหน้าใหม่เกิดขึ้นมากมายโดยเฉพาะในด้านของโทรทัศน์ที่จะมีสถานีหรือช่องทีวีใหม่เป็นร้อย ๆ  ช่อง  ที่ส่งถึงผู้ชมได้ทั่วประเทศ  ผ่านเครื่องมือสื่อสารต่าง ๆ  ตั้งแต่ระบบดั้งเดิมที่เป็นเสาอากาศ  ดาวเทียม  สายเคเบิล  และทางอินเตอร์เน็ต   แต่ละช่องมีต้นทุนในการดำเนินการที่ต่ำมาก  ดังนั้น  การแข่งขันที่จะ แย่งผู้ชม  จะรุนแรงมาก  โดยที่กลยุทธ์สำคัญที่สุดในการดึงดูดคนดูก็คือ  การใช้  Content หรือเนื้อหาหรือข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับผู้เข้ามาชม  การแข่งขันเพื่อที่จะเอาชนะคู่แข่งในเกมที่น่าตื่นตาตื่นใจในครั้งนี้ผมอยากจะเรียกว่า  ศึกชิงตา  นั่นก็คือ  ผู้ให้บริการทั้งหลายต่างก็ต้องพยายามยึด  สายตา  ของคนในประเทศให้มาดูรายการหรือ Content ของตนเองให้มากที่สุด  เพราะจำนวนคนดูจะเป็น  รายได้  ที่กิจการจะได้รับที่จะมาจากการโฆษณา  ค่าบริการ  และอื่น ๆ 

           ประเด็นที่จะต้องตระหนักมากที่สุดก็คือ  ในขณะที่มีบริษัทและช่องทางใหม่ ๆ  เพิ่มขึ้นมากมายที่จะเข้ามาช่วงชิง  ตา  แต่จำนวน ตา  นั้น  กลับมีจำนวน  เท่าเดิม   ความหมายก็คือ  คนไทยนั้น  ไม่ได้มีจำนวนเพิ่มขึ้นหรือเพิ่มขึ้นน้อยมาก  เวลาที่จะใช้ตาเพื่อที่จะ ดู  ก็ไม่น่าจะเพิ่มขึ้นมากนักแม้จะมีคนบอกว่าเด็กรุ่นใหม่ใช้สายตามากกว่าคนรุ่นก่อน  ดังนั้น  ถ้าเราคิดว่าจำนวน ตา  หรือเวลาที่ใช้ในการ  ดูก็คือ รายได้  ที่ผู้ให้บริการจะได้รับ   ข้อสรุปของเราก็คือ  รายได้จาก  ศึกชิงตา  ก็จะมีเท่าเดิมหรือใกล้เคียงกับของเดิม   แต่ผู้ให้บริการกลับมีเพิ่มขึ้นซึ่งจะต้องมีต้นทุนเพิ่มขึ้นมาก   ผลก็คือ  ถ้ามองในแง่ของอุตสาหกรรมโดยรวมแล้ว  ก็น่าจะเป็นว่า  กำไรของอุตสาหกรรมจะลดลง  ถ้ามองในรายละเอียดต่อไปก็น่าจะเป็นว่า  ผู้เล่นที่มีอยู่เดิมที่อยู่ในสภาวะผูกขาดหรือกึ่งผูกขาด   น่าจะมีกำไรน้อยลงเพราะมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามา แย่ง  หรือแบ่ง  ลูกตา  หรือลูกค้าไปบ้าง  ส่วนรายใหม่ที่เข้ามานั้น  รายที่ประสบความสำเร็จสูงก็อาจจะได้กำไร  แต่หลายรายที่น่าจะมีจำนวนมากกว่าก็จะขาดทุน  มันเป็นศึกที่น่าจะคล้ายกับสงครามที่คู่ต่อสู้ส่วนใหญ่  เสียหาย  และมีผู้ได้ประโยชน์จริง ๆ  น้อยมาก

           ผู้ให้บริการรายใหญ่เดิมนั้น   สิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนก็คือ  จำนวนผู้ชมและ/หรือเวลาชมน่าจะค่อย ๆ  ลดลง  เหตุผลก็คือ  Content หรือเนื้อหาที่ดึงดูดมวลชนจำนวนมากนั้นจะดึงดูดคนได้น้อยลงเนื่องจากจะมีผู้ดูบางส่วนที่มีความสนใจใน Content อื่นมากกว่าแต่ในอดีตพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่น   แต่เมื่อมีทางเลือกอื่นพวกเขาก็จะไป  ตัวอย่างง่ายที่สุดก็เช่น  คนที่ชอบชมละครหลังข่าว  ถ้ามีละครหลายเรื่องมากขึ้นมาเสนอในเวลาเดียวกัน  โอกาสก็เป็นไปได้ที่พวกเขาบางคนจะไปชมเรื่องอื่น   เช่นเดียวกัน   รายการข่าวนั้น  คนที่เคยชมข่าวช่วงไพร์มไทม์เป็นประจำ  เมื่อเขามีทางเลือกอื่น  เขาอาจจะไปชมในช่องที่เป็นช่องข่าว  ที่นำเสนอแต่ข่าวตลอดทั้งวัน  ที่พวกเขาสะดวกที่จะรับชมได้ตลอดเวลา   เป็นต้น

           อย่างไรก็ตาม  ผู้ให้บริการรายใหญ่นั้น  สิ่งที่พวกเขายังมีอยู่และรายเล็กและรายใหม่ไม่มีก็คือ  จำนวนหรือปริมาณคนดูที่มีจำนวนมากที่ทำให้ผู้ขายสินค้าที่ต้องการ  โฆษณาในวงกว้างจำเป็นต้องใช้บริการ  ดังนั้น  สิ่งที่รายใหญ่สามารถทำได้ก็คือ  การเพิ่มราคาค่าโฆษณา  ซึ่งทำให้กิจการสามารถทำกำไรได้เพิ่มขึ้นเป็นกอบเป็นกำเนื่องจากต้นทุนการผลิตและส่งรายการยังเท่าเดิม  ประเด็นสำคัญก็คือ  สถานีจะต้องรักษาคุณภาพหรือ Content ของรายการให้สามารถดึงดูดมวลชนจำนวนมากให้ได้ต่อเนื่องยาวนาน   ในช่วงแรก ๆ  นั้นผมคิดว่าปัญหายังไม่มาก  แต่เมื่อเวลาผ่านไป  ผมเชื่อว่าผู้ชมก็จะค่อย ๆ  กระจายความสนใจในรายการหลากหลายขึ้นเรื่อย ๆ  เมื่อพวกเขาพบทางเลือกใหม่ ๆ ที่หลากหลายมากขึ้น  ผลก็คือ  ผลประกอบการของทีวีช่องใหญ่ ๆ  น่าจะค่อย ๆ  ปรับตัวลดลงและอาจจะกลายเป็น  ตะวันตกดิน ได้

            ทีวีช่องใหม่ ๆ  ที่กำลังเกิดขึ้นมากมายนั้น  จุดขายก็คือ  แย่งชิงผู้ชมที่มีความสนใจเฉพาะอย่าง  เช่น  ชิง  ตาของวัยรุ่น   เช่น  ทำสถานีเพลงที่โดดเด่น  บางสถานีอาจจะเน้น ตาของผู้ใหญ่ ที่สนใจปัญหาของบ้านเมือง  จึงทำสถานีข่าว  บางสถานีอาจจะเน้น  ตาของเด็ก  จึงทำช่องการ์ตูน  สถานีเหล่านี้ก็มักจะได้ผู้ชมจำนวนไม่มากซึ่งทำให้รายได้ที่ได้รับไม่สูงนัก   อย่างไรก็ตาม  ต้นทุนของการผลิตและออกอากาศก็อาจจะไม่สูงนักโดยเฉพาะบริษัทที่มี  Content หรือเนื้อหาที่บริษัททำขึ้นเพื่อขายในช่องทางอื่นอยู่แล้ว  ประเด็นที่เราอาจจะยังไม่รู้จนกว่าจะได้ทำจริง ๆ  ก็คือ  รายได้นั้นสูงกว่ารายจ่ายหรือไม่?  ถ้าสูงกว่าก็มีกำไร  แต่ถ้าต่ำกว่าก็ขาดทุน  แต่ไม่ว่าในกรณีใด  ความแน่นอนของผลประกอบก็อาจจะไม่สูงนัก  เหตุผลก็คือ  ธุรกิจนี้จะมีการแข่งขันสูงและมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก 

             การเกิดขึ้นของช่องทีวีจำนวนมากนั้น  ทำให้บริษัทที่ให้บริการด้านโทรคมนาคมมีลูกค้าและมีรายได้มากขึ้นชัดเจน  ผู้ให้บริการในด้านนี้มักจะต้องเป็นรายใหญ่พอสมควรและต้องลงทุนค่อนข้างมาก  ดังนั้น  คู่แข่งที่จะเข้ามาใหม่จะค่อนข้างยากและต้องใช้เวลา  ตัวอย่างก็คือ  ผู้ให้บริการดาวเทียมสื่อสารและอินเตอร์เน็ต  เป็นต้น  ดังนั้น  ผลประกอบการของบริษัทเหล่านี้น่าจะดีขึ้น  อย่างน้อยในช่วงแรก ๆ  ที่ผู้ให้บริการรายใหม่ยังไม่สามารถเข้ามาให้บริการได้ทัน

             ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งกำลังจะมีการเปิดประมูลและให้บริการระบบ 3G เป็นคู่แข่งรายใหม่ที่น่ากลัวมากใน  ศึกชิงตา  เหตุผลก็คือ  ในปัจจุบันนี้คนจำนวนมากใช้สายตาอยู่กับแทบเล็ตและสมาร์ทโฟนเป็นเวลานานมากในแต่ละวัน  เวลาที่ใช้กับการสื่อสารเพื่อการสังคมหรือ Social Media นั้น  น่าจะเข้ามาแย่งชิง  ตา  จากบริษัทที่ให้บริการทีวีไปไม่น้อย  และนี่จะลดรายได้ของทีวีแต่ไปเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทให้บริการโทรศัพท์มือถือ

             ผมคิดว่ายังมีสิ่งอื่น ๆ  อีกมากที่พยายาม แย่งชิงตา  ที่มีอยู่จำกัดและไม่ได้เติบโตมากนัก  สิ่งต่าง ๆ  เหล่านั้นบางอย่างเราก็ยังไม่รู้   บางอย่างก็อาจจะยังไม่เกิด   แต่ผมมั่นใจว่ามันมีความหลากหลายมาก  ผลก็คือ  รายการหรือ Content ที่มีผู้ชมมากจริง ๆ  หรือมีเรตติ้งสูงมาก ๆ  จะมีน้อยลงเรื่อย ๆ  ลักษณะอย่างนี้จะทำให้การทำกำไรสูงมาก ๆ  ของช่องทีวีจะเป็นไปได้ยากขึ้นและธุรกิจทีวีในอนาคตอาจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
Posted in Investor's Article | Comments Off